หนึ่งในกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่น คือการขึ้นไปชมทิวทัศน์บน “หอคอยญี่ปุ่น” ซึ่งตั้งอยู่ตามเมืองท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ แต่ละแห่งมีเอกลักษณ์แตกต่างกัน ทั้งวิวเมืองอันทันสมัย ทะเล ภูเขา และแสงไฟยามค่ำคืน หลายแห่งยังมองเห็นทิวทัศน์ได้แบบ 360 องศาอีกด้วย
สำหรับใครที่ชื่นชอบการชมวิวจากมุมสูง บทความนี้รวบรวม 8 หอคอยในญี่ปุ่นที่ควรปักหมุดไว้สักครั้ง ตั้งแต่ Tokyo Tower และ Tokyo Skytree ไปจนถึงหอคอยชื่อดังในโอซาก้า เกียวโต ฟุกุโอกะ และฮอกไกโด จะมีที่ไหนน่าสนใจบ้าง ตามไปดูกันเลย
หมายเหตุ: ค่าเข้าชมและเวลาเปิด–ปิดอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล วันหยุด หรือกิจกรรมพิเศษ แนะนำให้ตรวจสอบเว็บไซต์อย่างเป็นทางการอีกครั้งก่อนเดินทาง
8 หอคอย ญี่ปุ่น จุดชมวิวมุมสูงที่ไม่ควรพลาด
1. Tokyo Tower (โตเกียวทาวเวอร์)

หอคอย ญี่ปุ่น Tokyo Tower คือหนึ่งในแลนด์มาร์กที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงโตเกียว โดดเด่นด้วยโครงสร้างสีแดงสลับขาวที่สามารถมองเห็นได้จากระยะไกล หอคอยแห่งนี้มีความสูง 333 เมตร และเปิดใช้งานในปี ค.ศ. 1958 โดยได้รับแรงบันดาลใจด้านการออกแบบมาจากหอไอเฟล
ภายในแบ่งจุดชมวิวออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ Main Deck ที่ความสูง 150 เมตร และ Top Deck ที่ความสูง 250 เมตร สามารถชมทิวทัศน์กรุงโตเกียวได้แบบ 360 องศา หากเดินทางมาในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสก็อาจมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้อีกด้วย
บริเวณด้านล่างของหอคอยหรือ Foot Town ยังมีร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขายของที่ระลึก และพื้นที่จัดกิจกรรมต่าง ๆ จึงสามารถใช้เวลาเที่ยวได้มากกว่าการขึ้นไปชมวิวเพียงอย่างเดียว
- ค่าเข้าชม: Main Deck ผู้ใหญ่ 1,500 เยน / Top Deck Tour เริ่มต้น 3,300 เยนเมื่อซื้อออนไลน์
- เวลาเปิด–ปิด: Main Deck 09.00–23.00 น.
- พิกัด: Tokyo Tower
ข้อมูลจุดชมวิว ราคา และเวลาทำการอ้างอิงจาก เว็บไซต์ Tokyo Tower
2. Tokyo Skytree (โตเกียวสกายทรี)

Tokyo Skytree เป็น หอคอย ที่สูงที่สุดใน ญี่ปุ่น ด้วยความสูงถึง 634 เมตร โดดเด่นด้วยดีไซน์ร่วมสมัยและโครงสร้างสีขาวอมฟ้าที่ดูแตกต่างกันไปตามแสงในแต่ละช่วงเวลา
จุดชมวิวหลักแบ่งออกเป็น Tembo Deck ที่ความสูง 350 เมตร และ Tembo Galleria ที่ความสูง 450 เมตร นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของกรุงโตเกียวได้ไกลสุดสายตา โดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ตกและหลังฟ้ามืด ซึ่งแสงไฟจากเมืองจะช่วยสร้างบรรยากาศโรแมนติกเป็นพิเศษ
บริเวณฐานหอคอยยังเป็นที่ตั้งของ Tokyo Solamachi ศูนย์การค้าที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านค้า และของฝาก รวมถึงพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Sumida Aquarium เหมาะกับการจัดเป็นทริปเที่ยวเต็มวัน
- ค่าเข้าชม: ราคาขึ้นอยู่กับประเภทบัตร วันที่ใช้บริการ และช่องทางการซื้อ
- เวลาเปิด–ปิด: โดยทั่วไปประมาณ 10.00–22.00 น. บางวันเปิดตั้งแต่ 09.00 น.
- พิกัด: Tokyo Skytree
3. Beppu Tower (เบปปุทาวเวอร์)

Beppu Tower ตั้งอยู่ในเมืองเบปปุ จังหวัดโออิตะ บนเกาะคิวชู เมืองแห่งนี้มีชื่อเสียงเรื่องบ่อน้ำพุร้อนและรีสอร์ตออนเซนจำนวนมาก ตัวหอคอยมีความสูงประมาณ 100 เมตร ส่วนจุดชมวิวตั้งอยู่ที่ความสูง 55 เมตร
จากจุดชมวิวบนชั้น 16 และ 17 สามารถมองเห็นทัศนียภาพได้แบบ 360 องศา ทั้งอ่าวเบปปุ ภูเขา บ้านเรือน และเมืองออนเซนอันเงียบสงบ บรรยากาศแตกต่างจากหอคอยในเมืองใหญ่อย่างโตเกียวหรือโอซาก้าอย่างชัดเจน
หากมาเที่ยวในช่วงเย็น แนะนำให้อยู่ชมวิวต่อจนถึงช่วงกลางคืน เพราะแสงไฟจากตัวเมืองและการประดับไฟบนหอคอยช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้บรรยากาศริมอ่าวมากยิ่งขึ้น
- ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 800 เยน
- เวลาเปิด–ปิด: 09.30–21.30 น. เข้ารอบสุดท้าย 21.00 น.
- พิกัด: Beppu Tower
ข้อมูลอ้างอิงจาก เว็บไซต์ Beppu Tower
4. Fukuoka Tower (ฟุกุโอกะทาวเวอร์)

Fukuoka Tower ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งโมโมจิ เมืองฟุกุโอกะ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1989 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของเมือง ตัวหอคอยมีความสูง 234 เมตร และได้รับการยกให้เป็นหอคอยริมทะเลที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น
จุดเด่นของหอคอยแห่งนี้คือผนังภายนอกที่ติดตั้งกระจกครึ่งบานสะท้อนกว่า 8,000 บาน จนได้รับฉายาว่า “Mirror Sail” หรือใบเรือกระจก ส่วนจุดชมวิวตั้งอยู่ที่ความสูง 123 เมตร สามารถชมได้ทั้งวิวเมืองฟุกุโอกะ อ่าวฮากาตะ และชายหาดโมโมจิ
หากเดินทางมากับคู่รัก ภายในยังมีพื้นที่สำหรับคล้องกุญแจและจุดถ่ายภาพธีมโรแมนติก ขณะที่ช่วงกลางคืนตัวหอคอยจะเปิดไฟประดับตามฤดูกาลและเทศกาลต่าง ๆ
- ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 800 เยน
- เวลาเปิด–ปิด: 09.30–22.00 น.
- พิกัด: Fukuoka Tower
5. Nidec Kyoto Tower (นีเด็ค เกียวโตทาวเวอร์)

Kyoto Tower ตั้งอยู่ตรงข้ามสถานีเกียวโต จึงเป็นหนึ่งในหอคอยญี่ปุ่นที่เดินทางสะดวกมากที่สุด ตัวหอคอยมีความสูง 131 เมตร และตั้งอยู่บนอาคารสูง 9 ชั้น โดยได้รับการออกแบบให้มีลักษณะคล้ายประภาคารที่ส่องแสงเหนือเมืองเกียวโต
จุดชมวิว Nidec Kyoto Tower Observation Deck อยู่ที่ความสูงประมาณ 100 เมตร สามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองเกียวโตได้รอบทิศทาง ทั้งวัด ศาลเจ้า เทือกเขา และอาคารต่าง ๆ ในวันที่อากาศแจ่มใสอาจมองเห็นได้ไกลไปจนถึงโอซาก้า
บริเวณด้านล่างมีทั้งโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขายของฝาก และ Kyoto Tower Sando เหมาะสำหรับแวะเที่ยวก่อนขึ้นรถไฟหรือหลังเดินทางมาถึงเกียวโต
- ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 900 เยน
- เวลาเปิด–ปิด: 10.00–21.00 น. เข้ารอบสุดท้าย 20.30 น.
- พิกัด: Nidec Kyoto Tower
ข้อมูลอ้างอิงจาก เว็บไซต์ Nidec Kyoto Tower
6. Sapporo TV Tower (ซัปโปโรทีวีทาวเวอร์)

Sapporo TV Tower เป็นแลนด์มาร์กสำคัญใจกลางเมืองซัปโปโร ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของสวนโอโดริ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1957 มีความสูง 147.2 เมตร ส่วนจุดชมวิวตั้งอยู่ที่ความสูงประมาณ 90 เมตร
จากด้านบนสามารถมองเห็นสวนโอโดริที่ทอดยาวผ่านใจกลางเมือง พร้อมทิวทัศน์ของซัปโปโรและภูเขาโดยรอบ หนึ่งในช่วงเวลาที่เหมาะกับการขึ้นไปชมวิวมากที่สุดคือฤดูหนาว เพราะเมืองทั้งเมืองจะถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาว
โดยเฉพาะช่วงเทศกาลหิมะซัปโปโร นักท่องเที่ยวจะสามารถมองเห็นประติมากรรมหิมะและแสงไฟที่เรียงรายอยู่ตลอดสวนโอโดริจากมุมสูง เป็นภาพที่แตกต่างจากช่วงเวลาอื่นของปีอย่างชัดเจน
- ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 1,000 เยน
- เวลาเปิด–ปิด: โดยทั่วไป 09.00–22.00 น.
- พิกัด: Sapporo TV Tower
7. Yokohama Marine Tower (โยโกฮาม่ามารีนทาวเวอร์)

Yokohama Marine Tower เป็นหอคอยริมทะเลที่ตั้งอยู่ใกล้กับสวนยามาชิตะและย่านไชน่าทาวน์ เปิดใช้งานครั้งแรกในปี ค.ศ. 1961 และมีความสูง 106 เมตร
จุดชมวิวอยู่ที่ชั้น 29 และ 30 บริเวณความสูงประมาณ 100 เมตร สามารถมองเห็นวิวเมืองโยโกฮาม่า ท่าเรือ อ่าวโตเกียว และสะพาน Yokohama Bay Bridge ได้แบบพาโนรามา ในวันที่อากาศแจ่มใสอาจมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ด้วย
ช่วงกลางคืนเป็นอีกเวลาที่ไม่ควรพลาด เพราะจุดชมวิวจะมีการจัดแสดงแสง สี และงานศิลปะดิจิทัลร่วมกับทิวทัศน์ยามค่ำคืน เหมาะกับทั้งการมาเที่ยวกับครอบครัว เพื่อน หรือคนรัก
- ค่าเข้าชมช่วงกลางวัน: ผู้ใหญ่ 1,000 เยนในวันธรรมดา และ 1,200 เยนในวันเสาร์–อาทิตย์และวันหยุด
- เวลาเปิด–ปิด: 10.00–22.00 น. โดยแบ่งเป็นบัตรช่วงกลางวันและกลางคืน
- พิกัด: Yokohama Marine Tower
ข้อมูลอ้างอิงจาก เว็บไซต์ Yokohama Marine Tower
8. Tsutenkaku Tower (ซึเท็นคาคุทาวเวอร์)

Tsutenkaku Tower คือแลนด์มาร์กสำคัญของย่านชินเซไกในโอซาก้า หอคอยรุ่นแรกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1912 แต่ถูกรื้อถอนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนจะก่อสร้างหอคอยรุ่นปัจจุบันขึ้นใหม่และเปิดใช้งานในปี ค.ศ. 1956
ตัวหอคอยมีความสูง 103 เมตร จากจุดชมวิวสามารถมองเห็นย่านชินเซไกและทิวทัศน์เมืองโอซาก้าได้โดยรอบ ภายในยังมีรูปปั้นบิลลิเคน หรือ “เทพเจ้าแห่งโชคลาภ” ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมมาสัมผัสฝ่าเท้าเพื่อขอพร
นอกจากจุดชมวิวแล้ว ปัจจุบันยังมีกิจกรรม Tower Slider สไลเดอร์ที่พาลงมาจากตัวหอคอย และ Dive & Walk กิจกรรมเดินบนพื้นที่ด้านนอกสำหรับคนที่ชื่นชอบความตื่นเต้น รอบ ๆ หอคอยยังเต็มไปด้วยร้านคุชิคัตสึและร้านอาหารท้องถิ่นชื่อดังของโอซาก้าอีกด้วย
- ค่าเข้าชม: มีหลายแพ็กเกจตามพื้นที่และกิจกรรมที่เลือก
- เวลาเปิด–ปิด: แตกต่างกันตามจุดชมวิวและกิจกรรม
- พิกัด: Tsutenkaku Tower
เที่ยวหอคอยญี่ปุ่นช่วงเวลาไหนดี?
ช่วงเวลาที่เหมาะกับการขึ้นหอคอยญี่ปุ่นขึ้นอยู่กับบรรยากาศที่ต้องการ หากอยากมองเห็นเมืองและสถานที่สำคัญต่าง ๆ อย่างชัดเจน ควรเลือกช่วงกลางวันและวันที่ท้องฟ้าเปิด ส่วนช่วงเย็นเหมาะสำหรับชมพระอาทิตย์ตกก่อนต่อด้วยวิวเมืองยามค่ำคืนในครั้งเดียว
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ แนะนำให้เดินทางก่อนพระอาทิตย์ตกประมาณ 30–60 นาที เพื่อเผื่อเวลาซื้อตั๋วและขึ้นไปยังจุดชมวิว ทั้งนี้ควรตรวจสอบพยากรณ์อากาศล่วงหน้า เพราะฝน หมอก และเมฆหนาอาจทำให้ทัศนวิสัยลดลง
สรุป 8 หอคอยญี่ปุ่นที่ควรไปชมวิวสักครั้ง
หอคอยญี่ปุ่นทั้ง 8 แห่งต่างมีจุดเด่นและบรรยากาศเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นวิวเมืองใหญ่จาก Tokyo Skytree และ Tokyo Tower วิวทะเลจาก Fukuoka Tower และ Yokohama Marine Tower หรือบรรยากาศท้องถิ่นจาก Beppu Tower และ Tsutenkaku Tower
นอกจากการชมวิวมุมสูงแล้ว บริเวณรอบหอคอยส่วนใหญ่ยังมีร้านอาหาร แหล่งช้อปปิ้ง และสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ให้แวะเที่ยวต่อได้อีกด้วย ใครกำลังวางแผนเที่ยวญี่ปุ่น ลองเลือกหอคอยที่อยู่ในเมืองปลายทางแล้วเพิ่มลงในแพลน รับรองว่าจะได้เห็นญี่ปุ่นจากอีกมุมหนึ่งที่สวยและน่าประทับใจไม่แพ้กัน










