ศาลเจ้าสุมิโยชิ – Osaka’s Sumiyoshi Taisha

เที่ยวศาลเจ้าสุมิโยชิ (Sumiyoshi Taisha) โอซาก้า – ศาลเจ้าเก่าแก่ สะพานแดงสุดตระการตา
ศาลเจ้าสุมิโยชิ (Sumiyoshi Taisha) แห่งโอซาก้า
ศาลเจ้าสุมิโยชิ (Sumiyoshi Taisha, ) เป็นหนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองโอซาก้า มีอายุยาวนานกว่า 1,800 ปีเลยทีเดียวค่ะ ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 211 โดยจักรพรรดินีจิงกู เพื่ออัญเชิญเทพเจ้าแห่งท้องทะเลมาสถิต ณ ที่แห่งนี้ โดยมีตำนานเล่าว่าจักรพรรดินีทรงสร้างศาลเจ้านี้ขึ้นเพื่อแสดงความขอบคุณต่อเทพเจ้าที่ปกป้องการเดินทางข้ามทะเลของพระองค์สู่อาณาจักรโกกูรยอ (คาบสมุทรเกาหลีในปัจจุบัน) ให้ปลอดภัย นับแต่นั้นมา ศาลเจ้าสุมิโยชิจึงกลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนในเรื่องการเดินทางทางทะเลและความปลอดภัยในการเดินทาง ทั้งยังเป็นศาลเจ้าหลักของศาลเจ้าสุมิโยชิสาขากว่า 2,300 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่นอีกด้วยนะคะ ปัจจุบันศาลเจ้าแห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นสมบัติของชาติญี่ปุ่นและทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ด้วยความเก่าแก่และสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงวิถีความเชื่อดั้งเดิมมายาวนาน เรียกได้ว่าถ้ามาโอซาก้าก็ไม่ควรพลาดมาเยือนศาลเจ้าเก่าแก่คู่เมืองแห่งนี้ เพื่อสัมผัสบรรยากาศความศักดิ์สิทธิ์และวัฒนธรรมญี่ปุ่นแท้ๆ เลยค่ะ
ประวัติและความสำคัญของศาลเจ้าสุมิโยชิ
ศาลเจ้าสุมิโยชิไทฉะเป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้าสุมิโยชิสามพระองค์ (Sumiyoshi Sanjin) ซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้ปกปักรักษาการเดินทางทางทะเล และหลังจากจักรพรรดินีจิงกูสิ้นพระชนม์ ดวงวิญญาณของพระองค์ก็ได้รับการสถาปนาเป็นเทพองค์ที่สี่ประจำศาลเจ้าแห่งนี้ด้วยค่ะ ด้วยเหตุนี้ ผู้คนโดยเฉพาะกลุ่มชาวเรือและชาวประมงในอดีตจึงศรัทธาเดินทางมาสักการะขอพรให้เดินทางปลอดภัยแคล้วคลาดจากภยันตรายต่างๆ จนศาลเจ้าได้รับสมญาว่าเป็น “เทพผู้คุ้มครองการเดินทาง” ของโอซาก้า นอกจากนี้ ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ที่สั่งสมมาเนิ่นนานนับพันปี ศาลเจ้าสุมิโยชิยังมีพลังในการดลบันดาลสิ่งดีๆ ด้านอื่นๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ การคลอดบุตรปลอดภัย การเรียนและการงาน ไปจนถึงโชคลาภความสำเร็จในธุรกิจการค้าค่ะ ทุกปีในช่วงเทศกาลปีใหม่ จะมีทั้งชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวกว่าสองล้านคนหลั่งไหลมาขอพรรับปีใหม่ที่ศาลเจ้าแห่งนี้เลยทีเดียว ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ยอดนิยมสำหรับการ “ฮัทสึโมเดะ” (Hatsumode) หรือการไปไหว้พระขอพรครั้งแรกของปีของชาวญี่ปุ่นค่ะ
สถาปัตยกรรมแบบโบราณ “สุมิโยชิ-ซึคุริ” ที่หาชมได้ยาก
เสน่ห์อีกอย่างของศาลเจ้าสุมิโยชิก็คือรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมที่เรียกว่า “สุมิโยชิ-ซึคุริ” (Sumiyoshi-zukuri) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรูปแบบสถาปัตยกรรมสร้างศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นค่ะ จุดเด่นของสุมิโยชิ-ซึคุริคือหลังคาทรงตรงที่ไม่มีส่วนโค้งมนเหมือนศาลเจ้าอื่นๆ และบนหลังคาจะประดับด้วยไม้ไขว้ปลายแหลมคู่หนึ่ง (ที่เรียกว่า “จิกิ” หรือ Chigi) และท่อนไม้วางเรียงขวาง 5 ท่อน (ที่เรียกว่า “คัตสึโอะงิ” หรือ Katsuogi) ตามแนวยาวตลอดหลังคา นอกจากนี้ ตัวอาคารศาลเจ้าหลักจะยกพื้นสูงขึ้นเล็กน้อย มีประตูทางเข้าอยู่ใต้หน้าจั่ว และบริเวณรอบๆ อาคารจะมีรั้วล้อมรอบไว้ทั้งหมด ซึ่งลักษณะทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสถาปัตยกรรมสุมิโยชิ-ซึคุริที่สืบทอดมาตั้งแต่ก่อนที่ศาสนาพุทธจะแพร่เข้ามามีอิทธิพลต่อการสร้างศาลเจ้าในญี่ปุ่นค่ะ ภายในเขตศาลเจ้ายังประกอบด้วยศาลเจ้าหลักจำนวน 4 หลัง ซึ่งสร้างขึ้นใหม่ล่าสุดในสมัยเอโดะตอนปลาย (ปี ค.ศ. 1810) และแต่ละหลังหันหน้าไปทางทิศใต้ที่เคยเป็นทะเลดั้งเดิม ตามความเชื่อในการคุ้มครองนักเดินเรือเมื่อครั้งอดีต ปัจจุบันอาคารเทวาลัยทั้ง 4 หลังนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว สวยงามและทรงคุณค่ามากๆ เลยค่ะ
สะพานโค้งสีแดงไทโกะบาชิ – สัญลักษณ์มงคลของศาลเจ้าสุมิโยชิ
สะพานโค้งสีแดงขนาดใหญ่หน้าเขตศาลเจ้าเป็นจุดไฮไลท์ที่ทุกคนต้องประทับใจค่ะ สะพานนี้มีชื่อว่า สะพานโซริฮาชิ (Sorihashi) หรืออีกชื่อที่รู้จักกันว่า สะพานไทโกะบาชิ (Taikobashi) อันหมายถึง “สะพานกลอง” ตามลักษณะทรงโค้งที่เมื่อสะท้อนลงสู่น้ำแล้วดูคล้ายกลองใหญ่ของญี่ปุ่นนั่นเอง สะพานโค้งสีแดงแห่งนี้มีความยาวประมาณ 20 เมตร และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “100 สถานที่ที่มีวิวสวยที่สุดของภูมิภาคคันไซ” เลยนะคะ นักท่องเที่ยวมักไม่พลาดที่จะถ่ายรูปคู่กับสะพานแห่งนี้ เพราะสีแดงสดของสะพานตัดกับฉากหลังของต้นไม้และสระน้ำโดยรอบแล้วงดงามมากจริงๆ โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ร่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน ใบไม้บริเวณนี้จะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงช่วยขับให้บรรยากาศศาลเจ้าดูโรแมนติกยิ่งขึ้น นักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมมาชมความงามของสะพานและถ่ายรูปในช่วงนี้กันค่ะ อีกทั้งตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่นนั้น การเดินข้ามสะพานโค้งก่อนเข้าไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เปรียบเสมือนขั้นตอนการชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาด เมื่อเราเดินข้ามสะพานและก้าวลงไปอีกฝั่ง ก็เปรียบเหมือนการก้าวเข้าสู่ชีวิตใหม่ที่เป็นมงคลค่ะ สะพานแห่งนี้จึงถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นสิ่งดีๆ และเป็นจุดต้อนรับผู้มาเยือนศาลเจ้าสุมิโยชิที่งดงามและเปี่ยมความหมายมากๆ แห่งหนึ่งในญี่ปุ่น
เคล็ดลับการเที่ยวและสิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปเยือน
jasonyan/shutterstock.com
ในการเที่ยวศาลเจ้าญี่ปุ่น จะมีธรรมเนียมปฏิบัติบางอย่างที่นักท่องเที่ยวควรรู้ไว้เพื่อความเป็นสิริมงคลนะคะ อย่างแรกเมื่อเดินผ่านโทริอิ (ซุ้มประตูศาลเจ้าสีแดง) เข้ามาแล้ว ให้แวะที่บริเวณอ่างน้ำชำระล้างที่เรียกว่า “โชสุยะ” ก่อนค่ะ ที่นี่จะมีกระบวยตักน้ำเตรียมไว้สำหรับให้ผู้มาเยือนล้างมือและบ้วนปากเป็นการชำระร่างกายและจิตใจเบื้องต้น ก่อนเข้าไปสักการะด้านในตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น เสร็จแล้วเมื่อเดินเข้าไปถึงศาลเจ้าหลัก อย่าลืมปฏิบัติตามมารยาทการสักการะอย่างถูกต้อง คือการโยนเหรียญลงในตู้บริจาค สั่นกระดิ่ง โค้งคำนับสองครั้ง ปรบมือสองครั้ง อธิษฐานในใจ และโค้งคำนับปิดท้ายอีกสองครั้งนะคะ
นอกจากนี้ภายในศาลเจ้ายังมีอีกหนึ่งกิจกรรม “ห้ามพลาด” ที่ทั้งสนุกและเป็นสิริมงคล นั่นคือการตามหา “หินโชคดีห้าใหญ่” (โกไดริกิ) ค่ะ ที่มาของชื่อนี้มาจากตัวอักษรญี่ปุ่น 3 ตัวบนหิน ได้แก่ (โกะ) แปลว่า ห้า, (ได) แปลว่า ใหญ่, และ (ริกิ) แปลว่า พลัง ซึ่งรวมกันหมายถึงพลังอันยิ่งใหญ่ทั้งห้านั่นเอง โดยทางศาลเจ้าจะมีถุงผ้าเล็กๆ ให้ผู้เยี่ยมชมถือเข้าไปยัง “จุดหินขอพร” แล้วเลือกเก็บก้อนหินเล็กๆ แถวนั้นขึ้นมาใส่ถุงให้ครบ 3 ก้อน โดยแต่ละก้อนจะต้องมีตัวอักษรหนึ่งในสามคำข้างต้น (, , ) สลักอยู่ค่ะ เมื่อได้ครบแล้วก็นำกลับบ้านเป็นเครื่องรางเสริมโชคได้เลย เชื่อกันว่าหากเราพกหินมงคลทั้งสามติดตัวไว้จะช่วยเสริมพลังใจ ให้สุขภาพแข็งแรง มีโชคลาภ และประสบความสำเร็จสมปรารถนาในสิ่งที่ขอค่ะ และหากพรที่ขอสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีแล้ว หลายคนก็มีธรรมเนียมนำหินลักษณะเดียวกันมาคืนไว้ที่จุดเดิม พร้อมเขียนข้อความขอบคุณเทพเจ้าลงบนถุงเครื่องรางและหยิบหินชุดใหม่กลับไปแทน เพื่อให้พรข้อใหม่สมหวังต่อไป ทำให้บริเวณนั้นเต็มไปด้วยถุงเครื่องรางที่ผู้ศรัทธานำมาแขวนไว้แน่นขนัดเลยล่ะค่ะ
ในส่วนของการแต่งกายมาเที่ยวศาลเจ้า แนะนำให้เตรียมเสื้อผ้าและรองเท้าที่ใส่สบาย เหมาะกับการเดินเยอะๆ นะคะ เพราะบริเวณศาลเจ้าค่อนข้างกว้าง มีทั้งลานกว้างและสวนให้เดินเล่นชมวิว โดยเฉพาะการเดินขึ้น-ลงสะพานโค้งไทโกะบาชินั้นค่อนข้างชันทีเดียว ควรใส่รองเท้าที่กระชับเพื่อความปลอดภัยค่ะ หากมาเที่ยวช่วงฤดูร้อน (มิถุนายน–สิงหาคม) ซึ่งอากาศในโอซาก้าร้อนชื้น แดดแรง อย่าลืมพกร่มหรือหมวกและทาครีมกันแดดด้วยนะคะ ส่วนช่วงฤดูหนาว (ธันวาคม–กุมภาพันธ์) อากาศจะหนาวเย็นกว่าบ้านเรามาก ควรเตรียมเสื้อโค้ท ผ้าพันคอ และถุงมือไปให้พร้อม จะได้เดินเที่ยวได้อย่างสบายตัวค่ะ
อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดก็คือการเลือกซื้อ เครื่องรางโอมาโมริ (Omamori) ของศาลเจ้าเป็นที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับบ้านนะคะ บริเวณทางออกของศาลเจ้าจะมีร้านเล็กๆ จำหน่ายเครื่องรางในด้านต่างๆ เช่น เครื่องรางเรื่องการเดินทางปลอดภัย การค้าเจริญรุ่งเรือง สุขภาพดี หรือความรักสมหวัง เป็นต้น นอกจากนี้ที่ศาลเจ้าสุมิโยชิยังมีแผ่นเสี่ยงเซียมซีให้ลองเสี่ยงทายดวงด้วยค่ะ วิธีการคือเขย่ากระบอกเสี่ยงเซียมซีเพื่อรับหมายเลขคำทำนาย จากนั้นสแกน QR Code เพื่ออ่านคำทำนายใบเซียมซีออนไลน์ได้เลย จุดที่น่าสนใจคือมีคำทำนายให้เลือกหลายภาษา รวมถึงภาษาไทยด้วยนะคะ (มีค่าบริการครั้งละ 200 เยน) หากโชคดีได้คำทำนายดีก็สามารถพับเก็บนำติดตัวไว้ได้ แต่ถ้าได้คำทำนายไม่สู้ดีก็สามารถผูกทิ้งไว้ที่จุดแขวนกระดาษเซียมซีภายในศาลเจ้าได้ตามธรรมเนียมค่ะ
การเดินทางไปศาลเจ้าสุมิโยชิ
cowardlion/shutterstock.com
การเดินทางมายังศาลเจ้าสุมิโยชินั้นไม่ยากเลยค่ะ สามารถเดินทางได้ทั้งโดยรถไฟฟ้าหรือรถรางไฟฟ้าของโอซาก้า ดังนี้:
photos by KimonBerlin from commons.wikimedia.org/wiki/File:Sumiyoshi_Taisha_Taikobashi_(drum_bridge)_2.jpg(cc by 2.0)
โดยรถรางสาย Hankai Tramway: จากย่านเทนโนจิ (Tennoji) ให้นั่งรถรางสาย Hankai Uemachi Line จากสถานี Tennoji-Ekimae มาลงที่สถานี Sumiyoshi-Toriimae ซึ่งอยู่ด้านหน้าโทริอิทางเข้าศาลเจ้าได้เลย ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีเท่านั้นค่ะ จากนั้นเดินเท้าอีกเพียงไม่กี่นาทีก็ถึงตัวศาลเจ้า สะดวกมากๆ
โดยรถไฟสาย Nankai Main Line: จากสถานี Namba (Nankai) ให้นั่งรถไฟสายนันไค (Nankai Line) ขบวนที่จอดทุกสถานีมาลงที่สถานี Sumiyoshitaisha ใช้เวลาประมาณ 8–10 นาที (ค่ารถประมาณ 240 เยน) จากนั้นเดินเพียง 3 นาทีจะพบทางเข้าศาลเจ้าอยู่ทางซ้ายมือค่ะ
ทั้งสองวิธีเป็นเส้นทางยอดนิยมในการเดินทางมาศาลเจ้าสุมิโยชิ นักท่องเที่ยวสามารถเลือกตามจุดเริ่มต้นที่สะดวกได้เลยค่ะ หากใครพักย่านนัมบะหรือนิปปอนบาชิ รถไฟสายนันไคจะสะดวกสุด แต่ถ้าแวะเที่ยวแถวเทนโนจิมาก่อน การนั่งรถรางก็นับว่าได้เปลี่ยนบรรยากาศ นั่งชมวิวเมืองโอซาก้าเพลินๆ ไปอีกแบบนะคะ
เวลาเปิดทำการและค่าเข้าชม
เวลาเปิด-ปิด: ศาลเจ้าเปิดทุกวัน 6:00-17:00 น. ในช่วงฤดูร้อน (เดือนเมษายน–กันยายน) และ 6:30-17:00 น. ในช่วงฤดูหนาว (เดือนตุลาคม–มีนาคม) หากต้องการความสงบและหลีกเลี่ยงคนเยอะ แนะนำให้ไปแต่เช้าตรู่ตอนเปิดหรือช่วงใกล้ปิดจะบรรยากาศดีมากค่ะ
ค่าเข้าชม: เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ โดยสามารถเดินเที่ยวชมได้ทั่วบริเวณ แต่หากต้องการร่วมพิธีกรรมหรือเช่าสิ่งของบางอย่างอาจมีค่าบริจาคตามแต่กรณี
ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาเยือน
ศาลเจ้าสุมิโยชิสามารถเที่ยวชมได้ตลอดปี แต่ถ้าอยากได้บรรยากาศพิเศษหรือร่วมงานเทศกาลสำคัญ ก็มีช่วงเวลาที่น่าสนใจดังนี้ค่ะ:
ช่วงปีใหม่ (ต้นเดือนมกราคม): อย่างที่ได้เกริ่นไว้ ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการมาสักการะขอพรรับปีใหม่หรือ ฮัทสึโมเดะ ค่ะ บรรยากาศช่วงวันที่ 1–3 มกราคมจะคึกคักมากเป็นพิเศษ ผู้คนแต่งชุดกิโมโนสวยงามมาไหว้พระและต่อคิวยาวไปจนถึงสะพานโค้งเลยทีเดียว หากใครชอบความคึกคักและอยากสัมผัสบรรยากาศปีใหม่แบบญี่ปุ่นแท้ๆ ก็สามารถมาร่วมได้ แต่ต้องเผื่อเวลารอคิวหน่อยนะคะ (หรืออาจเลือกมาช่วงเช้ามืดวันที่ 1 เพื่อร่วมพิธีปีใหม่แรกเริ่ม)
ช่วงเทศกาลฤดูร้อน (ปลายเดือนกรกฎาคม): ทุกปีจะมีการจัดงานเทศกาลใหญ่ประจำปีของศาลเจ้าสุมิโยชิ หรือที่เรียกว่า “สุมิโยชิ มัตสึริ” (Sumiyoshi Matsuri) ในช่วงวันที่ 30 กรกฎาคม ถึง 1 สิงหาคม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเทศกาลฤดูร้อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโอซาก้าเลยค่ะ ไฮไลท์อยู่ที่ขบวนแห่ มิโกชิ (ศาลเจ้าขนาดย่อส่วนที่มีผู้แบกแห่) จำนวนมากผ่านสะพานไทโกะบาชิอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา บรรยากาศเต็มไปด้วยผู้คนและร้านอาหาร Street food มากมาย สนุกสนานมากๆ หากใครมาเที่ยวโอซาก้าช่วงนี้ต้องไม่พลาดแวะมาชมค่ะ
ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี (กลาง–ปลายพฤศจิกายน): อย่างที่ได้กล่าวไป สะพานโค้งสีแดงของศาลเจ้าจะสวยเป็นพิเศษในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เพราะมีฉากหลังเป็นต้นไม้เปลี่ยนสีเหลืองแดงสะท้อนน้ำงดงามมาก หากมาช่วงนี้แนะนำให้เตรียมกล้องถ่ายรูปไว้ให้พร้อม เพราะทุกมุมของศาลเจ้าไม่ว่าจะเป็นสะพาน ศาลหลัก หรือสวนโดยรอบ ล้วนสวยงามคลาสสิก เหมาะแก่การเก็บภาพประทับใจสุดๆ ค่ะ
ช่วงดอกไม้ผลิบาน (ประมาณมีนาคม–เมษายน): แม้ศาลเจ้าสุมิโยชิอาจไม่ได้ขึ้นชื่อเรื่องซากุระเท่าจุดอื่นๆ ในโอซาก้า แต่ใกล้ๆ กันนั้นมีสวนสาธารณะสุมิโยชิที่มีดอกไม้ตามฤดูกาลให้ชมเพลินๆ ด้วยนะคะ นอกจากนี้ช่วงปลายมีนาคมบางปีจะมีเทศกาลชมดวงจันทร์ (Tsukimi) จัดที่ศาลเจ้า พร้อมการแสดงดนตรีและบทกวีโบราณ เพิ่มบรรยากาศญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมให้ได้สัมผัสกันด้วยค่ะ
ที่เที่ยวและอาหารอร่อยใกล้เคียง
หลังจากเที่ยวชมศาลเจ้าสุมิโยชิแล้ว ถ้ายังพอมีเวลาและอยากซึมซับบรรยากาศย่านนี้ต่อ ขอแนะนำให้แวะเที่ยวสถานที่ใกล้เคียงและลิ้มลองอาหารท้องถิ่นดังนี้นะคะ:
สวนสาธารณะสุมิโยชิ (Sumiyoshi Park): สวนสาธารณะประจำย่านที่อยู่ติดกับศาลเจ้าเลยค่ะ เพียงเดินข้ามถนนจากสถานี Sumiyoshitaisha ก็จะถึงสวนนี้ทันที สวนสุมิโยชิถือเป็นสวนสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโอซาก้า บรรยากาศร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ มีสระน้ำ สนามเด็กเล่น และมุมพักผ่อนมากมาย ช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนจะมีดอกไม้หลากสีผลิบานให้ได้ชมความงามตามฤดูกาล นักท่องเที่ยวสามารถแวะมาเดินเล่นหรือนั่งพักผ่อนหลังจากเที่ยวศาลเจ้า เพื่อดื่มด่ำบรรยากาศเงียบสงบและชมดอกไม้สวยๆ ได้ค่ะjapan.travel
ถนนคนเดินโคฮามะ (Kohama Shopping Street): อยู่ระหว่างสวนสุมิโยชิกับสถานีรถไฟ มีลักษณะเป็นย่านการค้าท้องถิ่นที่มีร้านค้าร้านอาหารเล็กๆ เรียงรายสองฝั่งถนนแบบบ้านๆ นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นชมวิถีชีวิตคนท้องถิ่น เลือกซื้อขนมญี่ปุ่นโบราณ หรือชิมอาหาร street food แบบโอซาก้าแท้ๆ ได้ที่นี่ เหมาะกับการสัมผัสบรรยากาศโลคอลและหาอะไรอร่อยรองท้องก่อนเดินทางกลับค่ะ
ชิมอาหารพื้นเมืองโอซาก้า: ย่านรอบศาลเจ้าแห่งนี้ขึ้นชื่อว่ามีร้านอาหารเจ้าอร่อยดั้งเดิมซ่อนตัวอยู่หลายร้านเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นร้าน โอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น) สูตรต้นตำรับที่เปิดมายาวนานกว่า 30 ปีstevejobko.com หรือร้าน อุนางิ (ปลาไหลย่าง) เจ้าดังที่คนพื้นที่นิยมไปฝากท้อง นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารญี่ปุ่นเก่าแก่ระดับตำนานอย่างร้าน Hirotaya ที่เปิดมาตั้งแต่สมัยไทโช (กว่า 100 ปี) ขึ้นชื่อเรื่องชุดข้าวหน้าถั่วลันเตาและเทมปุระสุดอร่อยในราคาไม่แพงด้วยค่ะstevejobko.comstevejobko.com หลังเที่ยวศาลเจ้าเสร็จแล้ว อยากชวนให้ลองเดินหาร้านอร่อยท้องถิ่นสักร้าน รับรองว่าจะได้ลิ้มรสอาหารโอซาก้าแท้ๆ ในบรรยากาศเป็นกันเอง แถมราคาสบายกระเป๋าแน่นอนค่ะ
ไม่ว่าคุณจะเป็นสายมูที่อยากมาขอพรความเป็นสิริมงคล หรือเป็นสายเที่ยววัฒนธรรมที่อยากมาชมสถาปัตยกรรมและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศาลเจ้าสุมิโยชิ (Sumiyoshi Taisha) แห่งโอซาก้าแห่งนี้ก็พร้อมมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับทุกคนค่ะ ลองเพิ่มเข้าไปในแผนการเที่ยวญี่ปุ่นครั้งหน้าดูนะคะ แล้วคุณจะได้สัมผัสอีกแง่มุมหนึ่งของความงดงามแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ทั้งอิ่มใจและเต็มไปด้วยเสน่ห์ไม่รู้ลืมแน่นอนค่ะ












