ค้นหาคูปองและบทความ

Close
สมัครสมาชิก

Top 15 แหล่งท่องเที่ยวในโตเกียว Part 1

กรุณาเข้าสู่ระบบ

25 ที่เที่ยวโตเกียวห้ามพลาด เที่ยวครบจบในทริปเดียว

วัดเซนโซจิ(Sensoji Temple)

Meta Description: วางแผนเที่ยวโตเกียวต้องอ่าน! รวมที่เที่ยวโตเกียวยอดนิยม 25 แห่ง ทั้งวัด ศาลเจ้า ย่านช้อปปิ้ง สวนสนุก จุดชมวิว และที่เที่ยวเปิดใหม่ พร้อมวิธีเดินทางและเคล็ดลับเที่ยวโตเกียวแบบคุ้มค่าในบทความเดียว

โตเกียว (Tokyo) มหานครเมืองหลวงของญี่ปุ่น เป็นจุดหมายปลายทางที่มีเสน่ห์หลากหลายแบบรวมอยู่ในเมืองเดียว ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมโบราณอย่างวัดวาอารามและศาลเจ้าที่สงบงดงาม แหล่งช้อปปิ้งสุดทันสมัยที่คึกคักไม่มีวันหลับ สวนสนุกระดับโลก รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและสวนสาธารณะเขียวขจี ยิ่งไปกว่านั้นโตเกียวยังขึ้นชื่อเรื่องระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกสบาย กระจายครอบคลุมทั่วทุกมุมเมือง ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไป ที่เที่ยวโตเกียว ต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย บทความนี้ได้คัดสรร 25 สถานที่ท่องเที่ยวในโตเกียว ที่ไม่ควรพลาด มาแนะนำให้ผู้อ่านพร้อมข้อมูลการเดินทางและเกร็ดน่ารู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อช่วยให้การจัดแพลนเที่ยวโตเกียวของคุณเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น ถ้าพร้อมแล้วตามมาเลย!

1. วัดเซนโซจิ (Sensoji Temple)

ศาลเจ้าเมจิ ฮาราจูกุ Meiji Shrine

วัดเซนโซจิ หรือที่หลายคนเรียกว่า วัดอาซากุสะ เป็นวัดพุทธที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในโตเกียว ตั้งอยู่ย่านอาซากุสะ ใจกลางเมืองโตเกียว ไฮไลท์ของวัดนี้คือประตูทางเข้าคามินาริมง (Kaminarimon) ที่แขวนโคมไฟสีแดงขนาดยักษ์ไว้โดดเด่น เป็นสัญลักษณ์สำคัญของย่านอาซากุสะ นักท่องเที่ยวนิยมมาขอพรและชมความงามของสถาปัตยกรรมดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นอาคารวิหารหลัก ประตูวัด ตลอดจนบรรยากาศรอบ ๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายญี่ปุ่นโบราณ ภายในวิหารประดิษฐานองค์เจ้าแม่กวนอิมอันศักดิ์สิทธิ์ เชื่อกันว่าหากได้มาสักการะจะเป็นสิริมงคลให้ชีวิต

บริเวณหน้าวัดเซนโซจิมักคึกคักตลอดทั้งวันเพราะตั้งอยู่ในย่านท่องเที่ยวยอดนิยม นอกจากตัววัดแล้ว รอบ ๆ ยังมีร้านอาหารและร้านขนมญี่ปุ่นโบราณหลายร้านที่มีชื่อเสียง เช่น ร้านเมลอนปัง (ขนมปังหวานไส้คัสตาร์ด) และร้านอาเกะมันจู (ขนมแป้งทอดไส้ถั่วแดง) ให้ลองชิมกันด้วย การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Ginza Line มาลงที่สถานี Asakusa แล้วเดินต่อประมาณ 5 นาทีก็จะถึงวัด เซนโซจิเข้าชมได้ฟรี เปิดทุกวันตั้งแต่เวลาประมาณ 6:00-17:00 น. (ช่วงเดือนตุลาคม–มีนาคม ปิดเร็วกว่าคือ 16:30 น.)

2. ถนนนากามิเสะ (Nakamise Street)

พระราชวังโตเกียวอิมพีเรียล(Imperial Palace)

ถนนนากามิเสะเป็นถนนคนเดินสายช้อปปิ้งยาวประมาณ 250 เมตร ซึ่งทอดยาวจากประตูคามินาริมงไปจนถึงตัววัดเซนโซจิ ถนนเส้นนี้เก่าแก่และขึ้นชื่อมาก เพราะสองฝั่งทางเต็มไปด้วยร้านค้าขายของที่ระลึกและของกินเล่นสไตล์ญี่ปุ่นแท้ ๆ มากมาย นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินกับการเลือกซื้อของฝาก ไม่ว่าจะเป็นชุดยูกาตะ ร่มญี่ปุ่น พัด ของประดับต่าง ๆ รวมถึงขนมโบราณหลากชนิด เช่น เซมเบ้ (ข้าวเกรียบญี่ปุ่น), โยกัง (วุ้นถั่วแดง), ขนมดังโงะ และยังมีไอศกรีมรสชาเขียวหรือรสซอฟท์ครีมให้ลองชิมอีกด้วย บรรยากาศของถนนนากามิเสะคึกคักมีชีวิตชีวาแทบตลอดวัน โดยเฉพาะช่วงสายถึงบ่ายที่จะคลาคล่ำไปด้วยทั้งชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

เสน่ห์ของถนนนากามิเสะคือการได้สัมผัสวัฒนธรรมการค้าขายแบบดั้งเดิมขณะมุ่งหน้าเข้าสู่เขตวัดเซนโซจิ เรียกได้ว่าเดินเพลินจนลืมเวลาเลยทีเดียว การเดินทาง: สามารถมาได้ง่าย ๆ เช่นเดียวกับวัดเซนโซจิ เพราะอยู่ติดกัน เพียงลงรถไฟใต้ดินสถานี Asakusa (Ginza Line หรือ Toei Asakusa Line) แล้วเดินเข้าสู่ประตูคามินาริมงก็จะพบถนนนากามิเสะทันที ถนนนี้เปิดทุกวันตั้งแต่ช่วงสายประมาณ 9:00 น. และร้านค้าจะทยอยปิดช่วงเย็นประมาณ 6 โมงเย็น

3. ศาลเจ้าเมจิ (Meiji Jingu)

ศาลเจ้าเมจิเป็นศาลเจ้าชินโตที่เงียบสงบและร่มรื่น ใจกลางย่านฮาราจูกุ แม้จะตั้งอยู่ในย่านช้อปปิ้งทันสมัย แต่ทันทีที่เดินผ่านประตูโทริอิไม้ขนาดใหญ่เข้าไปภายในเขตศาลเจ้า คุณจะได้สัมผัสบรรยากาศราวกับอยู่คนละโลกกับความวุ่นวายภายนอกเลยทีเดียว ศาลเจ้าเมจิสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่จักรพรรดิเมจิและจักรพรรดินีโชเก็ง คู่จักรพรรดิผู้เป็นที่รักของชาวญี่ปุ่น ความพิเศษของที่นี่คือป่าไม้ธรรมชาติขนาดใหญ่ที่รายล้อมศาลเจ้า มีต้นไม้กว่าแสนต้นปลูกไว้ตั้งแต่สมัยก่อสร้างศาลเจ้า ทำให้เกิดเป็นป่ากลางเมืองที่อากาศเย็นสบายตลอดปี ไม่ว่าจะมาช่วงฤดูร้อนก็รู้สึกร่มเย็น หรือมาฤดูใบไม้ร่วงก็จะได้ชมใบไม้เปลี่ยนสีสวย ๆ บริเวณรอบศาลเจ้าด้วย

เมื่อเดินเข้าสู่ด้านใน จะพบลานกว้างและอาคารไม้สีอ่อนที่เรียบง่ายตามสถาปัตยกรรมศาลเจ้าชินโต ให้ความรู้สึกสงบและศักดิ์สิทธิ์ นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้วิธีสักการะตามประเพณีญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นการล้างมือชำระล้างที่บ่อ เทมิซุยะ และการโค้งคำนับเคารพเทพเจ้าที่วิหารหลัก หากมาเยือนในวันอาทิตย์ อาจโชคดีได้พบพิธีแต่งงานแบบชินโตของคู่บ่าวสาวญี่ปุ่นที่จัดขึ้นในบริเวณศาลเจ้าด้วย การเดินทาง: ศาลเจ้าเมจิตั้งอยู่ติดกับสวนโยโยกิ สามารถเดินได้ประมาณ 5-10 นาทีจาก สถานี Harajuku (JR สาย Yamanote) หรือ สถานี Meiji-Jingumae (สาย Chiyoda/Fukutoshin) สะดวกมาก ศาลเจ้าเปิดทุกวันตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก และไม่เสียค่าเข้าชม

4. พระราชวังโตเกียวอิมพีเรียล (Tokyo Imperial Palace)

พระราชวังอิมพีเรียลโตเกียวเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่โดดเด่น ใจกลางมหานครโตเกียว พระราชวังแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของปราสาทเอโดะในสมัยโชกุนโทะกุงาวะ และปัจจุบันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น ตัวพระราชวังและพื้นที่โดยรอบล้อมรอบด้วยคูน้ำและกำแพงหินขนาดใหญ่ สะท้อนถึงสถาปัตยกรรมและการวางผังเมืองแบบญี่ปุ่นโบราณ ทิวทัศน์สะพานนิจูบาชิ (Nijubashi Bridge) สองชั้นที่ทอดข้ามคูน้ำด้านหน้าพระราชวังเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมที่งดงามมากจุดหนึ่ง

นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชม สวนตะวันออกของพระราชวัง (Imperial Palace East Garden) ซึ่งเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าได้ฟรี ภายในสวนตะวันออกมีภูมิทัศน์สวยงาม ทั้งสวนญี่ปุ่นสไตล์ดั้งเดิม กำแพงและประตูปราสาทโบราณบางส่วนที่ยังหลงเหลือ นอกจากนี้รอบ ๆ เขตพระราชวังยังเป็นลานกว้างและสวนสาธารณะให้ผู้คนมาวิ่งออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจอีกด้วย หากต้องการเข้าชมเขตพระราชวังด้านในจะต้องจองรอบเข้าชมล่วงหน้ากับสำนักพระราชวัง แต่สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป แค่เดินชมบรรยากาศรอบนอกและสวนตะวันออกก็คุ้มค่าแล้ว การเดินทาง: พระราชวังอิมพีเรียลอยู่ไม่ไกลจากย่านมารุโนะอุจิ สามารถเดินประมาณ 10 นาทีจาก สถานีโตเกียว (Tokyo Station) หรือจะลงรถไฟใต้ดินสถานี Otemachi ที่อยู่ติดกับเขตพระราชวังก็ได้

5. ตลาดปลาสึกิจิ (Tsukiji Fish Market)

ตลาดสึกิจิคืออดีตตลาดค้าส่งอาหารทะเลและของสดที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น เดิมทีที่นี่เป็นตลาดประมูลปลาทูน่าชื่อดัง แต่ภายหลังโซนตลาดค้าส่งได้ย้ายไปที่ตลาดโทโยสุ อย่างไรก็ตาม โซนตลาดภายนอกของสึกิจิ (Tsukiji Outer Market) ยังคงเปิดและคึกคักมาก จึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับสายกิน บริเวณตลาดภายนอกเต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านซูชิ ซาชิมิ และร้านขายของทะเลแปรรูปตั้งเรียงรายหลายสิบร้านในตรอกซอกซอยแคบ ๆ ที่เดินสนุกมาก นักท่องเที่ยวสามารถมาที่นี่แต่เช้าเพื่อทานซูชิสดใหม่เป็นมื้อเช้า หรือลองชิมอาหารทะเลปรุงสุกแบบพร้อมทาน ไม่ว่าจะเป็นหอยนางรมย่างเสียบไม้ ไข่หวานญี่ปุ่น (ดาชิมากิ) กุ้งเสียบไม้ย่างเกลือ ตลอดจนขนมและชาเขียวก็มีให้เลือกซื้อ

นอกจากร้านอาหารแล้ว ยังมีร้านขายมีดทำครัวญี่ปุ่นคุณภาพเยี่ยม และร้านขายของฝากเกี่ยวกับการทำอาหารด้วย บรรยากาศช่วงเช้าจะครึกครื้นมากเพราะพ่อครัวจากร้านต่าง ๆ และนักท่องเที่ยวมารวมตัวกัน การเดินทาง: ตลาดสึกิจิตั้งอยู่ในเขต ชูโอ (Chuo City) ไม่ไกลจากย่านกินซ่า สามารถนั่งรถไฟใต้ดินสาย Hibiya Line มาลงที่ สถานี Tsukiji หรือสาย Oedo Line ลงที่ สถานี Tsukiji-Shijo แล้วเดินอีกเพียง 5 นาที ตลาดภายนอกเปิดทุกวันตั้งแต่ประมาณ 5:00 น. (ร้านอาหารทะยอยเปิดช่วงเช้า) ไปจนถึงช่วงบ่ายประมาณบ่ายสองหรือบ่ายสาม

6. โตเกียวทาวเวอร์ (Tokyo Tower)

โตเกียวทาวเวอร์ หอคอยสีส้ม-ขาวสูงคลาสสิกใจกลางกรุงโตเกียว คือแลนด์มาร์กที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้มากว่า 60 ปี หอคอยแห่งนี้ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างจากหอไอเฟลของฝรั่งเศส และเคยเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นก่อนการมาของโตเกียวสกายทรี ปัจจุบันโตเกียวทาวเวอร์ยังคงเป็นจุดชมวิวเมืองยอดนิยม เพราะตั้งอยู่ในย่านมินาโตะ (Minato) ที่รายล้อมด้วยตึกสูงและวิวเมืองสวยงาม นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นลิฟต์ไปยังห้องชมวิวชั้น Main Deck ที่ความสูง ~150 เมตร หรือขึ้นต่อไปยัง Top Deck ที่ ~250 เมตรเพื่อชมทิวทัศน์แบบพาโนรามาของโตเกียวได้ ในวันที่อากาศแจ่มใสอาจมองเห็นได้ไกลถึงภูเขาฟูจิเลยทีเดียว

ด้านล่างของหอคอยมีศูนย์การค้าเล็ก ๆ ชื่อ FootTown ซึ่งมีร้านขายของที่ระลึก คาเฟ่ และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำขนาดเล็กตั้งอยู่ นอกจากนี้ช่วงกลางคืนโตเกียวทาวเวอร์จะเปิดไฟประดับสวยงามโรแมนติก เปลี่ยนสีตามโอกาสพิเศษต่าง ๆ เป็นจุดเดทสุดฮิตของคู่รักญี่ปุ่นด้วย การเดินทาง: สามารถเดินประมาณ 5-10 นาทีจาก สถานี Akabanebashi (สาย Oedo) หรือ สถานี Kamiyacho (สาย Hibiya) ก็จะถึงโตเกียวทาวเวอร์ ค่าขึ้นจุดชมวิวมีหลายแพ็กเกจ (Main Deck ~1,200 เยน และ Top Deck ~3,000 เยน สำหรับผู้ใหญ่) หอคอยเปิดทุกวันตั้งแต่ 9:00-22:30 น.

7. โตเกียวสกายทรี (Tokyo Skytree)

โตเกียวสกายทรีคือหอคอยส่งสัญญาณที่ได้ชื่อว่าสูงที่สุดในญี่ปุ่น (ความสูง 634 เมตร) และเป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่ใหม่และได้รับความนิยมสูงมาก สกายทรีตั้งตระหง่านอยู่ในย่านโอชิอาเกะ ทางฝั่งตะวันออกของโตเกียว ความพิเศษของหอคอยแห่งนี้นอกจากความสูงตระการตาแล้ว ยังมีห้างสรรพสินค้าและพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Tokyo Solamachi อยู่ที่ฐานของหอคอย ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบครบวงจรทั้งช้อป ชิม และเที่ยวชมวิวในที่เดียว นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นลิฟต์ความเร็วสูงไปยังห้องชมวิว Tembo Deck ที่ชั้น 350 เพื่อชมวิวเมืองแบบ 360 องศา และหากต้องการประสบการณ์ที่หวาดเสียวตื่นเต้นขึ้นไปอีก สามารถต่อคิวขึ้นไปยัง Tembo Galleria ที่ชั้น 450 ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดของสกายทรี ให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่บนฟ้าเลย

โตเกียวสกายทรีสวยงามทั้งกลางวันและกลางคืน ช่วงเย็นที่พระอาทิตย์ตกดินจะโรแมนติกมาก และหลังฟ้ามืดตัวหอคอยจะเปิดไฟหลากสีสันมองเห็นโดดเด่นแต่ไกล หากมาเยือนย่านอาซากุสะหรืออุเอโนะ ก็สามารถมองเห็นสกายทรีเป็นฉากหลังของเมืองได้ด้วย การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Asakusa Line หรือ Hanzomon Line มาลงที่ สถานี Oshiage (Skytree) ก็จะถึงบริเวณหอคอย ค่าเข้าชมจุดชมวิว Tembo Deck ประมาณ 2,100 เยนต่อคน (ขึ้นอยู่กับวันและเวลา) เปิดทุกวันตั้งแต่ 10:00-21:00 น.

8. นิทรรศการศิลปะ teamLab Planets TOKYO

teamLab Planets TOKYO คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัลชื่อดังระดับโลกที่ให้ผู้เข้าชม เดินทะลุเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลป์ ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ นิทรรศการนี้สร้างโดยกลุ่มศิลปิน TeamLab ที่ผสมผสานศิลปะเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลล้ำยุค ภายในแบ่งเป็นห้องจัดแสดงผลงานหลากหลายธีม ซึ่งผู้เข้าชมต้องเดินเท้าเปล่า ลุยน้ำ หรือสัมผัสกับพื้นผิวและแสงสีในห้องต่าง ๆ ทำให้ได้รับประสบการณ์แปลกใหม่ไม่เหมือนพิพิธภัณฑ์ทั่วไป ไฮไลท์เช่น ห้องสวนดอกไม้ดิจิทัลที่ดอกไม้จะบานและร่วงโรยรอบตัวเราเมื่อเดินผ่าน ห้องกระจกที่มีไฟ LED นับพันดวงห้อยลงมาสร้างแสงระยิบระยับ และสระน้ำที่มีปลาดิจิทัลว่ายวนรอบเท้าเรา เป็นความสนุกที่จะทำให้ผู้ใหญ่ก็รู้สึกราวกับได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

นิทรรศการ teamLab Planets ได้รับรางวัล World Travel Awards และมีผู้เข้าชมหลักล้านคน การันตีความฮิต ควรวางแผนเผื่อเวลาต่อคิวสักเล็กน้อยในช่วงวันหยุดเพราะคนเยอะ การเดินทาง: ที่ตั้งอยู่ในย่านโทโยสุซึ่งไม่ไกลจากโอไดบะ นั่งรถไฟสาย Yurikamome มาลงที่ สถานี Shin-Toyosu แล้วเดินต่อเพียง 1 นาทีก็ถึง หมายเหตุ: ควรจองบัตรเข้าชมล่วงหน้า (ราคาประมาณ 3,200 เยน) และเตรียมกางเกงขาสั้นมาเปลี่ยนเพราะบางโซนต้องลุยน้ำ

9. รูปปั้นสุนัขฮาจิโกะ และแยกชิบูย่า (Hachiko Statue & Shibuya Crossing)

ย่านชิบูย่า (Shibuya) เป็นศูนย์กลางแห่งแฟชั่น วัยรุ่น และสีสันความทันสมัยของโตเกียว ซึ่งมีสองสัญลักษณ์ที่ทุกคนต้องไปเยือน หนึ่งคือ รูปปั้นสุนัขฮาจิโกะ ที่ตั้งอยู่หน้า สถานีรถไฟชิบูย่า รูปปั้นนี้สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงสุนัขผู้ซื่อสัตย์ชื่อดังที่มารอเจ้านายที่สถานีรถไฟทุกวันแม้เจ้านายจะเสียชีวิตไปแล้ว ทำให้เรื่องราวของฮาจิโกะกลายเป็นตำนานกินใจคนทั่วโลก รูปปั้นฮาจิโกะจึงเป็นจุดนัดพบยอดนิยมของทั้งคนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยว แทบจะเรียกได้ว่าถ้ามาชิบูย่าแล้วไม่แวะถ่ายรูปกับเจ้าฮาจิโกะก็เหมือนมาไม่ถึง

อีกจุดคือ สี่แยกชิบูย่าสแครมเบิล (Shibuya Scramble Crossing) สี่แยกขนาดใหญ่ตรงหน้าสถานีที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสี่แยกที่พลุกพล่านที่สุดในโลก ทุกครั้งที่ไฟจราจรคนข้ามถนนเปลี่ยนเป็นสีเขียว จะมีผู้คนจำนวนหลายร้อยคนเดินข้ามทางม้าลายจากทุกทิศพร้อม ๆ กัน ดูเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจและเป็นเอกลักษณ์มาก นักท่องเที่ยวมักลองไปร่วมข้ามถนนกับฝูงชนสักครั้งเพื่อสัมผัสบรรยากาศแบบโตเกียว และนิยมขึ้นไปชมวิวแยกนี้จากมุมสูงบนชั้น 2-3 ของตึกฝั่งตรงข้าม เช่น จากร้านสตาร์บัคส์หรือดาดฟ้าห้าง MAG’s Park ที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อเก็บภาพมุมกว้างของฝูงชนตรงแยกชิบูย่า ถือเป็นประสบการณ์สนุกที่หาที่ไหนไม่ได้ การเดินทาง: ลงรถไฟหรือรถไฟใต้ดินที่ สถานี Shibuya (มีหลายสายมากทั้ง JR และ Tokyo Metro) ก็จะออกมาถึงบริเวณแยกสแครมเบิลและรูปปั้นฮาจิโกะทันที

10. โตเกียวดิสนีย์แลนด์ (Tokyo Disneyland)

โตเกียวดิสนีย์แลนด์เป็นสวนสนุกระดับตำนานที่ตั้งอยู่ในโตเกียวดิสนีย์รีสอร์ท (เขตชิบะ ชานกรุงโตเกียว) ที่นี่คือดิสนีย์แลนด์แห่งแรกที่สร้างขึ้นนอกประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1983 และกลายเป็นสถานที่ในฝันของทั้งเด็กและผู้ใหญ่หลายล้านคนทั่วโลกมายาวนาน โตเกียวดิสนีย์แลนด์แบ่งออกเป็นโซนธีมหลัก 7 โซน เช่น แฟนตาซีแลนด์, เวสเทิร์นแลนด์, แอดเวนเจอร์แลนด์ ฯลฯ ซึ่งแต่ละโซนตกแต่งด้วยบรรยากาศและเสียงเพลงตามธีมนิทานและภาพยนตร์ดังของดิสนีย์ เดินเข้าไปแล้วเหมือนหลุดเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการเลย เครื่องเล่นยอดฮิตได้แก่ Pirates of the Caribbean, Space Mountain, It’s a Small World รวมถึงขบวนพาเหรดและการแสดงพลุสุดตระการตาในยามค่ำคืนที่ห้ามพลาด

ความนิยมของโตเกียวดิสนีย์แลนด์นั้นการันตีได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเกือบ 20 ล้านคนต่อปี เป็นสวนสนุกที่มีคนเยอะที่สุดในญี่ปุ่นและติดอันดับต้น ๆ ของโลก ดังนั้นควรเผื่อเวลาไปแต่เช้าเพื่อเล่นเครื่องเล่นสำคัญให้ครบ หรือตรวจสอบวันที่คนอาจน้อยกว่าปกติจะแถวไม่ยาวมาก นอกจากนี้ การใช้บัตร FastPass หรือแอปมือถือของดิสนีย์แลนด์ จะช่วยจองคิวล่วงหน้าและประหยัดเวลาได้มาก การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR สาย Keiyo/Musashino จากโตเกียวมาลงที่ สถานี Maihama แล้วเดินอีกประมาณ 5 นาทีก็จะถึงทางเข้าโตเกียวดิสนีย์แลนด์ ค่าบัตรผ่าน 1 วัน ประมาณ 7,500-9,500 เยน (ขึ้นกับช่วงเวลาโปรโมชั่น) สวนสนุกเปิดประมาณ 9:00-21:00 น. ทุกวัน

11. โตเกียวดิสนีย์ซี (Tokyo DisneySea)

โตเกียวดิสนีย์ซีเป็นสวนสนุกอีกแห่งในเครือดิสนีย์รีสอร์ทโตเกียว ซึ่งมีเอกลักษณ์แตกต่างจากดิสนีย์แลนด์ทั่วไปและมีเฉพาะในญี่ปุ่นที่เดียวในโลก! ธีมหลักของดิสนีย์ซีคือ “เทพนิยายและการผจญภัยแห่งท้องทะเล” ภายในสวนสนุกจึงตกแต่งเสมือนเมืองท่าและโลกใต้น้ำสุดแฟนตาซี แบ่งออกเป็น 7 โซนเช่นกัน เช่น เมดิเตอร์เรเนียนฮาร์เบอร์ (ท่าเรือเมดิเตอร์เรเนียน), เมอร์เมดลากูน (อาณาจักรเงือกน้อยใต้สมุทร), อาหรับโคสต์ (เมืองอะลาดิน) เป็นต้น แต่ละโซนสวยงามอลังการและมีเครื่องเล่นที่น่าสนุกแตกต่างกันไป เครื่องเล่นชื่อดังที่พลาดไม่ได้ของดิสนีย์ซี ได้แก่ Journey to the Center of the Earth ที่จะพานั่งรถผจญภัยเข้าไปยังใจกลางภูเขาไฟ, Tower of Terror บ้านผีสิงสูงเสียดฟ้าที่ดิ่งลงมาอย่างหวาดเสียว และโชว์ Fantasmic! ยามค่ำคืนกลางทะเลสาบที่ตระการตามาก

สวนสนุกดิสนีย์ซีได้รับความนิยมไม่แพ้ดิสนีย์แลนด์ โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นและผู้ใหญ่ เพราะบรรยากาศโรแมนติกและอาหารภายในที่มีธีมน่าสนใจ (เช่น ขนมปังเมลอนรูปหัวแจ็คโอแลนเทิร์น หรือขาไก่งวงย่างในโซนลอสต์ริเวอร์) อย่าลืมเตรียมกล้องถ่ายรูปให้พร้อม เพราะทุกมุมของที่นี่ถ่ายรูปออกมาสวยเหมือนอยู่ต่างโลกเลย การเดินทาง: เช่นเดียวกับดิสนีย์แลนด์ ให้นั่งรถไฟ JR มาลง สถานี Maihama จากนั้นเปลี่ยนเป็นรถไฟโมโนเรลของดิสนีย์รีสอร์ท (Disney Resort Line) ลงที่สถานี DisneySea (ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ค่าโดยสารโมโนเรล 260 เยน) หรือจะเดินจาก Maihama ไปประมาณ 20 นาทีก็ได้ สวนสนุกเปิดประมาณ 9:00-21:00 น. เช่นกัน

12. พิพิธภัณฑ์สตูดิโอจิบลิ (Studio Ghibli Museum)

Tsukiji Fish Market)

Photo: tokyofoodcast [CC BY-SA 2.0] from flickr.com/photos/tokyofoodcast/152935755

พิพิธภัณฑ์จิบลิเป็นสถานที่ในฝันของคนรักภาพยนตร์แอนิเมชันญี่ปุ่น โดยเฉพาะแฟน ๆ ของสตูดิโอจิบลิ (Studio Ghibli) เจ้าของผลงานชื่อดังระดับโลกอย่าง โตโตโร่, Spirited Away, Princess Mononoke เป็นต้น พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในย่านมิทากะ (Mitaka) ทางทิศตะวันตกของโตเกียว ภายนอกอาคารออกแบบได้น่ารักราวกับหลุดมาจากการ์ตูน ผสมผสานกับสวนสีเขียวเล็ก ๆ ดูอบอุ่นเป็นกันเอง ด้านในจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติและกระบวนการสร้างแอนิเมชันของสตูดิโอจิบลิ มีการฉายภาพยนตร์สั้นของจิบลิที่หาชมที่อื่นไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีมุมให้เด็ก ๆ เล่นสนุก เช่น ห้องจำลองรถบัสแมวจากเรื่อง Totoro และหุ่นยนต์ทหารยักษ์จากเรื่อง Laputa บนดาดฟ้าของอาคาร

สิ่งหนึ่งที่ต้องทราบคือ บัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์จิบลิต้องจองล่วงหน้า และระบุวันที่จะเข้าชมแน่นอน ไม่สามารถซื้อบัตรหน้างานได้ โดยตั๋วจะเปิดจองออนไลน์ล่วงหน้าประมาณ 1 เดือนและมักเต็มอย่างรวดเร็ว เพราะความนิยมของที่นี่สูงมาก โดยเฉพาะช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ดังนั้นใครที่อยากไปต้องวางแผนจองตั๋วแต่เนิ่น ๆ เลย การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR สาย Chuo Line ไปลงที่ สถานี Mitaka แล้วเดินต่อประมาณ 15 นาที (หรือนั่งรถบัสท้องถิ่นจากสถานีก็ได้) พิพิธภัณฑ์เปิดเวลา 10:00-18:00 น. หยุดทุกวันอังคาร ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ประมาณ 1,000 เยน เด็ก 400 เยน

13. ซานริโอ พูโรแลนด์ (Sanrio Puroland)

ซานริโอพูโรแลนด์เป็นสวนสนุกและธีมพาร์คในร่มที่สายคิวท์ห้ามพลาด โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบคาแรกเตอร์ของซานริโอ (Sanrio) เช่น Hello Kitty, My Melody, Cinnamoroll และผองเพื่อนทั้งหลาย พูโรแลนด์ตั้งอยู่ที่เมืองทามะ (Tama) ชานเมืองโตเกียว ลักษณะเป็นสวนสนุกในร่มขนาดกลาง ตกแต่งด้วยสีสันหวานแหววราวกับอยู่ในโลกเทพนิยายของคาแรกเตอร์ซานริโอ ภายในมีเครื่องเล่นและโชว์การแสดงน่ารัก ๆ หลายอย่าง เช่น ขบวนพาเหรดคิตตี้, โรงละครมายเมโลดี้, บ้านเฮลโลคิตตี้ที่ผู้เข้าชมสามารถเข้าไปถ่ายรูปเล่นกับฉากต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ยังมีโซนร้านค้าและคาเฟ่ที่ขายสินค้าลิขสิทธิ์ซานริโอสุดน่ารัก ไม่ว่าจะเป็นขนม เครื่องดื่ม หรือของที่ระลึกต่าง ๆ

ความน่าสนใจของซานริโอพูโรแลนด์คือทุกเพศทุกวัยสามารถสนุกได้ ถ้ามีเด็กเล็กมาด้วยจะต้องตื่นเต้นกับบรรดาตัวการ์ตูนมีชีวิตแน่นอน ในขณะผู้ใหญ่เองหลายคนก็ชื่นชอบบรรยากาศและความสดใสของที่นี่ เหมาะสำหรับใช้เวลาเที่ยวครึ่งวันหรือหนึ่งวันแบบไม่ต้องเหนื่อยมาก การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย Keio Line จากชินจูกุไปลงที่ สถานี Tama-Center แล้วเดินประมาณ 5 นาทีก็จะถึงซานริโอพูโรแลนด์ ค่าบัตรผ่าน 1 วัน ประมาณ 3,000-4,000 เยน เปิดทำการทุกวัน 10:00-17:00 น. (เวลาอาจขยายในสุดสัปดาห์) ควรเช็คตารางโชว์ล่วงหน้าเพื่อไม่ให้พลาดการแสดงสำคัญนะ

14. ย่านอากิฮาบาระ (Akihabara)

Tokyo Disneyland)

othree [CC BY-SA 2.0] from flickr.com/photos/othree/15643618553

อากิฮาบาระ หรือที่คนไทยเรียกสั้น ๆ ว่า “อากิบะ” เป็นย่านที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์ของคนรักเครื่องใช้ไฟฟ้า เกม และการ์ตูนอนิเมะ เรียกได้ว่าเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมโอตาคุอันดับหนึ่งในโตเกียว เลยก็ว่าได้ เมื่อมาถึงย่านนี้จะสังเกตเห็นตึกสูงที่เต็มไปด้วยป้ายร้านค้าและโฆษณาตัวการ์ตูนสีสันฉูดฉาดมากมายสองข้างถนน ร้านขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในตำนานอย่าง Yodobashi Camera และร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าปลีกย่อยอื่น ๆ มีให้เลือกนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ กล้อง เกมคอนโซล หรืออุปกรณ์แก็ดเจ็ตต่าง ๆ ล้วนหาได้ในอากิฮาบาระในราคาที่มักถูกกว่าที่อื่น

นอกจากนี้อากิฮาบาระยังโด่งดังเรื่องร้านขายสินค้าอนิเมะ มังงะ และฟิกเกอร์การ์ตูน ทั้งมือหนึ่งและมือสอง เช่น ร้าน Mandarake, Animate, Kotobukiya ที่สาวกการ์ตูนสามารถใช้เวลาเดินดูได้ทั้งวันแบบไม่มีเบื่อ และที่พลาดไม่ได้คือประสบการณ์ เมดคาเฟ่ คาเฟ่ที่มีพนักงานแต่งชุดเมดน่ารักคอยให้บริการ ถึงแม้จะดูแปลกใหม่สำหรับคนต่างชาติ แต่ก็ถือเป็นสีสันหนึ่งของย่านนี้ที่หลายคนอยากลอง การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR สาย Yamanote หรือ Keihin-Tohoku มาลงที่ สถานี Akihabara ก็จะเข้าสู่ย่านร้านค้าทันที ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดเวลา 10:00-20:00 น. แต่เมดคาเฟ่และร้านเกมบางแห่งเปิดจนถึงดึก

15. สวนชินจูกุเงียวเอน (Shinjuku Gyoen)

โอเอซิสใจกลางย่านชินจูกุที่อยากแนะนำคือ สวนชินจูกุเงียวเอน สวนสาธารณะขนาดใหญ่และสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโตเกียว พื้นที่กว้างขวางของสวน (~200 ไร่) แห่งนี้เดิมเคยเป็นสวนของขุนนางในสมัยเอโดะ ก่อนจะกลายมาเป็นสวนพฤกษชาติหลวง ปัจจุบันเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจ สวนชินจูกุเงียวเอนแบ่งพื้นที่ออกเป็นหลายโซน ทั้งสวนสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิมที่มีบ่อน้ำและบ้านชา สวนสไตล์อังกฤษที่เป็นลานหญ้ากว้าง และสวนสไตล์ฝรั่งเศสที่มีไม้ดอกจัดเป็นแปลงสวยงาม ในฤดูใบไม้ผลิ ที่นี่จะกลายเป็นจุดชมดอกซากุระยอดฮิต มีต้นซากุระกว่า 1,000 ต้นเบ่งบานพร้อมกัน ผู้คนมากมายมาจับจองพื้นที่ปิกนิกชมซากุระ หรือที่เรียกว่า “ฮานามิ” กันอย่างมีความสุข ส่วนฤดูใบไม้ร่วงก็สวยไม่แพ้กันเมื่อใบเมเปิ้ลและแปะก๊วยเปลี่ยนสีทั่วทั้งสวน

ด้วยความร่มรื่นและบรรยากาศสงบ สวนนี้จึงเป็นที่นิยมของทั้งชาวโตเกียวและนักท่องเที่ยวในการมาพักผ่อน หลบจากความวุ่นวายของเมืองใหญ่ เหมาะจะมาเดินเล่น ถ่ายรูป หรือนั่งปิกนิกสบาย ๆ หากใครพักย่านชินจูกุ แนะนำให้หาเวลามาสูดอากาศสดชื่นในสวนแห่งนี้ การเดินทาง: สวนอยู่ไม่ไกลจาก สถานี Shinjuku (JR/Sobu Line) โดยเดินประมาณ 10 นาทีจากทางออกทิศใต้ หรือจะลงรถไฟใต้ดินสาย Marunouchi Line ที่ สถานี Shinjuku-Gyoemmae ก็ได้ สวนเปิดเวลา 9:00-16:30 น. (ปิดทุกวันจันทร์) เก็บค่าเข้าชมเล็กน้อยประมาณ 500 เยน

16. ภูเขาทาคาโอะ (Mount Takao)

ใครที่อยากหนีจากตึกสูงและแสงสีในเมืองโตเกียวไปสูดอากาศบริสุทธิ์บนเขาบ้าง ขอแนะนำ ภูเขาทาคาโอะ (Takao-san) ซึ่งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองไปทางทิศตะวันตกเพียง ~50 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงก็จะได้สัมผัสธรรมชาติสวย ๆ แล้ว ภูเขาทาคาโอะมีความสูงประมาณ 599 เมตร ไม่สูงมากจนเกินไป เหมาะกับนักท่องเที่ยวทุกวัยที่จะมาลองปีนเขาแบบเบา ๆ เส้นทางเดินขึ้นยอดเขามีให้เลือกหลายเส้นทาง ทั้งแบบเดินป่าเส้นทางธรรมชาติที่ร่มรื่น หรือใครอยากประหยัดแรงก็สามารถนั่งกระเช้าไฟฟ้าหรือเก้าอี้ลิฟต์ (Chair Lift) ขึ้นไปถึงกลางเขาแล้วเดินต่ออีกนิดเดียวก็ได้ บนยอดเขาทาคาโอะมีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นโตเกียวในวันที่ฟ้าใส และมีวัดยาคุโออิน (Yakuo-in Temple) วัดพุทธเก่าแก่กลางเขาให้แวะเที่ยวชมด้วย

เสน่ห์อีกอย่างของทาคาโอะคือทิวทัศน์สวยงามแตกต่างกันไปในแต่ละฤดู ช่วงฤดูใบไม้ผลิก็มีซากุระบานข้างทาง ช่วงหน้าร้อนป่าไม้เขียวขจีสดชื่น ฤดูใบไม้ร่วงใบเมเปิ้ลเปลี่ยนเป็นสีแดงส้มทั่วทั้งเขา และแม้แต่ฤดูหนาวในบางวันก็อาจมีหิมะบาง ๆ ปกคลุมยอดเขา ดูเงียบสงบไปอีกแบบ หลังจากลงจากเขา ถ้ายังมีเวลาอยากให้ลองแวะออนเซ็นแช่น้ำร้อนใกล้สถานีรถไฟ เป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังปีนเขาได้อย่างดีเลย การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย Keio Line จากชินจูกุไปสุดสายที่ สถานี Takaosanguchi (ประมาณ 50 นาที) จากนั้นเดินถึงทางขึ้นเขาทาคาโอะได้ทันที

17. สวนโยโยกิ (Yoyogi Park)

สวนโยโยกิเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมืองที่อยู่ติดกับย่านฮาราจูกุและศาลเจ้าเมจิ ตัวสวนมีพื้นที่กว้างและร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่จำนวนมาก จึงเป็นจุดพักผ่อนยอดนิยมของชาวโตเกียว โดยเฉพาะในวันหยุดสุดสัปดาห์จะมีทั้งครอบครัวและกลุ่มเพื่อนมาปิกนิก เล่นกีฬา และทำกิจกรรมต่าง ๆ กันคึกคัก บรรยากาศสวนผ่อนคลายและเป็นกันเองมาก ไฮไลท์ของสวนโยโยกิคือช่วง ใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง ที่ต้นแปะก๊วยเรียงรายทางเดินจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองสวยงาม รวมถึงช่วง ซากุระบานในฤดูใบไม้ผลิ ต้นซากุระบางส่วนในสวนก็จะผลิดอกสีชมพูสร้างบรรยากาศสดใส โรแมนติกไปทั่วทั้งบริเวณ

ความพิเศษอีกอย่างคือทุกวันอาทิตย์ที่สวนโยโยกิ เราจะได้พบกับกลุ่มคนแต่งตัวสไตล์ต่าง ๆ มารวมตัวกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเต้นร็อกแอนด์โรลที่แต่งชุดหนังย้อนยุคออกมาเต้นกันสนุกสนาน กลุ่มคนแต่งคอสเพลย์ หรือกลุ่มเล่นดนตรีเปิดหมวก สร้างสีสันให้กับผู้มาเยือนอย่างมาก เรียกว่าเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของสวนนี้ที่หาไม่ได้จากสวนอื่น การเดินทาง: สวนอยู่ติดกับ สถานี Harajuku (JR Yamanote Line) และ สถานี Meiji-Jingumae (Metro Chiyoda/Fukutoshin Line) ลงรถไฟแล้วเดินไม่กี่นาทีก็ถึง หน้าสวนมีสะพานคนเดินเชื่อมไปยังย่านช้อปปิ้งถนนทาเคชิตะของฮาราจูกุด้วย สวนโยโยกิเปิดทุกวัน ไม่มีรั้วรอบขอบชิดและไม่เก็บค่าเข้า

18. สวนฮามะริเคียว (Hama Rikyu Gardens)

สวนฮามะริเคียวเป็นสวนสาธารณะใจกลางโตเกียวที่มีความงดงามแบบดั้งเดิมตั้งอยู่ท่ามกลางฉากหลังตึกสูงทันสมัยในย่านชิโอโดเมะและติดกับอ่าวโตเกียว สวนแห่งนี้เดิมเคยเป็นสวนล่าสัตว์ของโชกุนในอดีต ปัจจุบันปรับเปลี่ยนมาเป็นสวนพักผ่อนที่เปิดให้คนทั่วไปเข้าชม ความพิเศษคือภายในสวนมีทั้งบ่อน้ำเค็มที่น้ำขึ้นลงตามระดับน้ำทะเล เนินเขาจำลอง และแปลงดอกไม้ตามฤดูกาล เช่น ทุ่งดอกนาโนะฮานะสีเหลืองในฤดูใบไม้ผลิ และทุ่งดอก cosmos ในฤดูใบไม้ร่วง นอกจากนี้ยังมี บ้านน้ำชา แบบญี่ปุ่นตั้งอยู่กลางบ่อน้ำ ให้บริการชาเขียวพร้อมขนมหวานแบบดั้งเดิม นักท่องเที่ยวสามารถแวะจิบชา พักขา และชมวิวสวนไปด้วยได้ เป็นประสบการณ์ที่ได้ทั้งความรู้สึกสงบและได้ลองวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปพร้อม ๆ กัน

สวนฮามะริเคียวได้รับการขนานนามว่าเป็น “โอเอซิสแห่งย่านธุรกิจชิโอโดเมะ” เพราะให้ความร่มรื่นและสดชื่นแก่ผู้คนท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ยิ่งช่วงใบไม้เปลี่ยนสี จะมีต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยในสวนที่พร้อมใจกันเปลี่ยนสี สวยงามมาก การเดินทาง: สวนอยู่ไม่ไกลจากตลาดปลาโทโยสุและย่านกินซ่า สามารถนั่งรถไฟใต้ดินสาย Oedo Line มาลงที่ สถานี Shiodome หรือเดิน 10 นาทีจาก สถานี Shimbashi ก็ได้ ค่าเข้าชมสวน ผู้ใหญ่ 300 เยน สวนเปิดทุกวัน 9:00-17:00 น.

19. สวนอุเอโนะ (Ueno Park)

สวนอุเอโนะคือสวนสาธารณะขนาดใหญ่เก่าแก่ของโตเกียว ตั้งอยู่ในย่านอุเอโนะ เขตไทโต ถือเป็นหนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่คนท้องถิ่นรักมากที่สุด เพราะภายในมีครบทุกอย่าง! ทั้งพื้นที่สีเขียวสำหรับวิ่งเล่นพักผ่อน วัดและศาลเจ้าเก่าแก่ ทะเลสาบหนานชิ (Shinobazu Pond) ที่มีสวนบัว และยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์และสวนสัตว์หลายแห่งอีกด้วย กล่าวได้ว่ามาที่เดียวเที่ยวได้หลายอย่างเลย ในวันปกติสวนนี้เป็นสถานที่ที่ชาวโตเกียวนิยมมานั่งพักชิล ๆ หรือวิ่งออกกำลังกาย แต่ช่วงที่สวนอุเอโนะจะคึกคักเป็นพิเศษสุด ๆ ก็คือ ฤดูซากุระ (ประมาณปลายเดือนมีนาคม-ต้นเมษายน) เพราะสองข้างทางเดินหลักในสวนมีต้นซากุระปลูกเรียงรายกว่า 1,000 ต้น พอออกดอกบานสะพรั่งทั้งสวนพร้อม ๆ กัน จะดึงดูดผู้คนมหาศาลมาเที่ยวชมความงามและปิกนิกฮานามิกันเต็มพื้นที่ แม้อาจจะคนแน่นไปบ้างแต่บรรยากาศสนุกสนานครึกครื้นมาก และดอกไม้ที่บานเต็มต้นก็สวยตระการตาจนลืมความเบียดเสียดกันเลย

สวนอุเอโนะเข้าชมได้ฟรีและเปิดตลอดทั้งวัน การเดินทาง: สามารถเดินเพียง 2-3 นาทีจาก สถานี Ueno (JR Yamanote Line หรือรถไฟใต้ดินสาย Ginza/Hibiya Line) ก็ถึงทางเข้าสวนหลายจุด นอกจากสวนกลางแจ้งแล้ว บริเวณโดยรอบยังมีสถานที่ที่น่าสนใจอื่น ๆ อย่างตลาดอะเมโยโกะอยู่ฝั่งตรงข้ามสถานี และย่านร้านอาหารอะเมะยะ (Ameyoko) ที่สามารถแวะเที่ยวต่อหลังเดินเล่นในสวนได้ด้วย

20. สวนสัตว์อุเอโนะ (Ueno Zoo)

ภายในสวนอุเอโนะยังเป็นที่ตั้งของ สวนสัตว์อุเอโนะ สวนสัตว์เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1882 เลยทีเดียว สวนสัตว์แห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวางประมาณ 90 ไร่ และจัดแสดงสัตว์นานาชนิดกว่า 3,000 ตัว จากกว่า 400 สายพันธุ์! ที่นี่จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตสำหรับครอบครัวที่พาเด็ก ๆ มาเที่ยว โตเกียวอาจจะมีสวนสัตว์หลายแห่งแต่สวนสัตว์อุเอโนะถือว่าครบครันที่สุด ไฮไลท์ที่โด่งดังคือ หมีแพนด้ายักษ์ ซึ่งเป็นเสมือนทูตสันถวไมตรีจากจีนที่ดึงดูดคนมาชมแน่นขนัด (แนะนำว่าควรไปคิวดูแพนด้าแต่เช้า) นอกจากนี้ก็มีโซนสัตว์ป่าทั่วโลก ทั้งช้าง ยีราฟ สิงโต กอริลลา ฮิปโป ฯลฯ รวมถึงสัตว์หายากอย่างโอคาพีและนกฟลามิงโกด้วย

ตัวสวนสัตว์แบ่งเป็นโซนตะวันออกและตะวันตก มี รถไฟโมโนเรลภายในสวน ให้บริการสำหรับคนที่อยากประหยัดแรงเดินข้ามโซน (นั่งเพลิน ๆ ชมวิวสวนจากมุมสูงไปอีกแบบ) บรรยากาศโดยรวมร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ และมีจุดนั่งพักกับร้านขายอาหารว่างอยู่เป็นระยะ เหมาะจะใช้เวลากับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงในวันสบาย ๆ การเดินทาง: สามารถเข้าทางประตูหลักของสวนสัตว์ได้จากด้านในสวนอุเอโนะ ซึ่งอยู่ใกล้ สถานี Ueno มาก เดินไม่เกิน 5 นาทีก็ถึง ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 600 เยน เด็กเข้าฟรี สวนสัตว์เปิด 9:30-17:00 น. (หยุดวันจันทร์)

21. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว (Tokyo National Museum)

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติโตเกียวตั้งอยู่บริเวณริมสวนอุเอโนะ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น รวบรวมโบราณวัตถุและศิลปวัตถุล้ำค่าจากทั่วญี่ปุ่นและเอเชียไว้มากกว่า 110,000 ชิ้น! ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งอาคารจัดแสดงออกเป็นหลายส่วน แต่ที่สำคัญได้แก่ อาคารโฮมตัง (Honkan) ที่จัดแสดงศิลปะและโบราณวัตถุญี่ปุ่น เช่น พระพุทธรูป โบราณสถาน ชุดเกราะ ดาบซามูไร ภาพวาดและงานแกะสลักต่าง ๆ , อาคารโตโยคัง (Toyokan) จัดแสดงศิลปะเอเชียจากประเทศต่าง ๆ และ หอสมบัติโชซอน (Gallery of Horyuji Treasures) ที่จัดแสดงสมบัติล้ำค่าจากวัดโฮริวจิ นารา บางส่วนอายุกว่า 1,000 ปี ถือเป็นไฮไลท์ที่ห้ามพลาดสำหรับคนชอบประวัติศาสตร์

ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์เองก็สวยงามตามแบบสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นผสมตะวันตก คลาสสิกและถ่ายรูปสวยมาก ทุกชั้นมีคำบรรยายภาษาอังกฤษกำกับ ทำให้ชาวต่างชาติเข้าใจเรื่องราวแต่ละชิ้นได้ไม่ยาก การเดินทาง: จาก สถานี Ueno เดินผ่านสวนอุเอโนะไปทางพิพิธภัณฑ์ประมาณ 10 นาทีก็จะเจอตัวอาคารใหญ่ ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 1,000 เยน (นักท่องเที่ยวต่างชาติมี Audio Guide หลายภาษาบริการ) พิพิธภัณฑ์เปิด 9:30-17:00 น. (หยุดวันจันทร์)

22. ตลาดอะเมโยโกะ (Ameyoko Market)

ตลาดอะเมโยโกะเป็นตลาดนัดกลางแจ้งชื่อดังที่อยู่ระหว่างสถานีรถไฟ JR Ueno และ Okachimachi ในย่านอุเอโนะ ความยาวหลายร้อยเมตรของตลาดนี้เต็มไปด้วยร้านค้าริมทางและแผงลอยจำนวนมาก ให้บรรยากาศการค้าขายแบบดั้งเดิมที่คึกคักสนุกสนานสุด ๆ ชื่อ “อะเมโยโกะ” ย่อมาจาก “อะเมริกาโยโกะโช” เนื่องจากหลังสงครามโลกครั้งที่สอง บริเวณนี้เคยขายของนำเข้าจากอเมริกาเป็นหลัก ปัจจุบันร้านค้าส่วนใหญ่จะเปิดขายตั้งแต่ช่วงสาย (~10:00 น.) ไปจนถึงเย็น และปิดทุกวันพุธ นักท่องเที่ยวสามารถหา สินค้าทุกอย่างตั้งแต่ของสดไปจนถึงของใช้ ได้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเล ผักผลไม้ ขนมขบเคี้ยว เครื่องเทศ เครื่องสำอาง กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้าแฟชั่น ตลอดจนร้านอาหารและสตรีทฟู้ดเจ้าดัง ๆ มากมาย เช่น ร้านทาโกะยากิยักษ์ ร้านโมจิถั่วแดงย่างเตาถ่าน ร้านซูชิยืนกินราคาย่อมเยา และร้านราเม็งชื่อดัง

ความสนุกของการเดินตลาดอะเมโยโกะอยู่ที่การได้สัมผัสชีวิตคนท้องถิ่น บรรดาพ่อค้าแม่ค้าจะส่งเสียงเชิญชวนลูกค้าอย่างออกรส ลูกค้าก็ต่อรองราคากันได้อย่างอิสระ บางร้านลดราคาช่วงเย็นแบบถูกเหลือเชื่อ เรียกได้ว่าเดินเล่นได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ การเดินทาง: ตลาดเริ่มตั้งแต่หน้าทางออก สถานี Ueno (ทางออกด้าน Ameyoko) ยาวไปจนถึง สถานี Okachimachi การเดินทางมาเพียงนั่ง JR มาลงสถานีใดสถานีหนึ่งก็ได้หรือจะมาทางรถไฟใต้ดินลงที่สถานี Ueno หรือ Okachimachi แล้วเดินต่อไม่กี่ก้าว

23. ย่านรปปงงิ (Roppongi)

รปปงงิเป็นย่านบันเทิงและศิลปะที่มีสองบุคลิกในหนึ่งเดียว ช่วงกลางวัน ที่นี่เป็นแหล่งรวมพิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลกและสถาปัตยกรรมทันสมัย เช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะโมริ (Mori Art Museum) บนตึกระฟ้า Roppongi Hills, พิพิธภัณฑ์ศิลปะซันโทรี่ (Suntory Museum of Art) และ ศูนย์ศิลปะแห่งชาติโตเกียว (The National Art Center, Tokyo) นักท่องเที่ยวสายอาร์ตจะมีความสุขมากเพราะมีนิทรรศการหมุนเวียนดี ๆ ตลอดปี นอกจากนี้บริเวณ Roppongi Hills และ Tokyo Midtown ยังมีร้านค้าแบรนด์เนม ร้านอาหารหรู และสวนหย่อมสวย ๆ ให้เดินเล่นถ่ายรูป เรียกได้ว่าครบทั้งศิลปะและไลฟ์สไตล์ทันสมัย

พอตกกลางคืน รปปงงิจะเปลี่ยนโฉมเป็นย่านบันเทิงไนท์ไลฟ์ที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในโตเกียว มีผับ บาร์ ไนท์คลับ และบาร์แจ๊สชื่อดังหลายแห่งที่ดึงดูดทั้งชาวต่างชาติและคนญี่ปุ่นมาสนุกยามราตรี นอกจากนี้หากมาในช่วงฤดูหนาว แถว Roppongi Hills จะมีการประดับไฟคริสต์มาสสวยงามโรแมนติกมากด้วย เหมาะทั้งสายปาร์ตี้และสายชิลเลย การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Hibiya Line หรือ Oedo Line มาลงที่ สถานี Roppongi ก็ถึงใจกลางย่านเลย

24. โรงละครคาบูกิซ่า (Kabukiza Theatre)

โรงละครคาบูกิซ่าในย่านกินซ่า เป็นโรงละครหลักของกรุงโตเกียวสำหรับการชมการแสดงละครคาบูกิ ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงดั้งเดิมที่ทรงคุณค่าของญี่ปุ่น ตัวอาคารโรงละครออกแบบได้โอ่อ่าสวยงามในสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม ผสมผสานกับโครงสร้างสมัยใหม่ภายใน เนื่องจากโรงละครเดิมสร้างมาตั้งแต่ปี 1889 และบูรณะใหม่ล่าสุดในปี 2013 ปัจจุบันจึงทันสมัยและสะดวกสบายมาก การแสดงคาบูกิจะมีเกือบทุกวัน แสดงเป็นรอบ ๆ ตลอดทั้งปี โดยจะแบ่งเป็นหลายองก์ (หลายฉาก) ในหนึ่งวัน ซึ่งผู้ชมสามารถเลือกชมเฉพาะบางองก์ก็ได้ถ้าเวลาน้อย หรือจะซื้อตั๋วชมเต็มรูปแบบทั้งการแสดงก็ได้

ถึงแม้ละครคาบูกิจะใช้ภาษาญี่ปุ่นโบราณที่ฟังยากสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ทางโรงละครมีบริการหูฟังบรรยายภาษาอังกฤษ (มีค่าเช่าเล็กน้อย) ทำให้เราสามารถเข้าใจเนื้อเรื่องคร่าว ๆ และดื่มด่ำกับบรรยากาศศิลปะนี้ได้ไม่ยาก ส่วนตัวนักแสดงจะแต่งหน้าและเครื่องแต่งกายอลังการมาก ทุกท่วงท่าการร่ายรำและการแสดงออกบนเวทีล้วนมีความหมาย ใครที่สนใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นไม่ควรพลาดมาชมสักครั้ง การเดินทาง: โรงละครอยู่ที่ย่าน Ginza สามารถเดินประมาณ 5 นาทีจาก สถานี Higashi-Ginza (รถไฟใต้ดินสาย Hibiya หรือ Asakusa Line) บริเวณชั้นใต้ดินของโรงละครมีร้านขายของที่ระลึกและขนมให้แวะชมได้แม้ไม่ชมการแสดง

25. สวนโชวะ คิเนน (Showa Kinen Park)

ส่งท้ายรายการที่ สวนโชวะ คิเนน สวนสาธารณะขนาดใหญ่สุดอลังการที่ตั้งอยู่ชานเมืองโตเกียว (ใกล้กับสถานี Tachikawa ทางทิศตะวันตกของโตเกียว) สวนแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีการครองราชย์ของจักรพรรดิโชวะ มีพื้นที่กว้างขวางถึง ~160 เฮกตาร์ (เทียบเท่าสวนสนุกขนาดใหญ่เลย) ภายในสวนโชวะ คิเนนแบ่งออกเป็นหลายโซนที่เชื่อมต่อกันด้วยทางเดิน-ทางจักรยานที่ร่มรื่น ไม่ว่าจะเป็นสวนญี่ปุ่นดั้งเดิมที่มีสระน้ำและบ้านชา, ทุ่งดอกไม้ตามฤดูกาล (มีทั้งทุ่งดอกป๊อปปี้ในฤดูใบไม้ผลิ ดอกทานตะวันในฤดูร้อน และทุ่งดอกคอสมอสในฤดูใบไม้ร่วง), ป่าและสนามหญ้ากว้างสำหรับปิกนิก, สระน้ำพายเรือ รวมถึงลานกิจกรรมและสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ เหมาะกับทุกเพศทุกวัยจริง ๆ

ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง สวนโชวะ คิเนนจะสวยเป็นพิเศษ เพราะริมทางเดินทางเข้าหลักจะมี ต้นแปะก๊วย (Ginkgo) และ เมเปิ้ล เรียงรายเปลี่ยนสีเหลืองทองและแดงสดใสตลอดสองข้างทาง กลายเป็นอุโมงค์ใบไม้เปลี่ยนสีที่ดังมาก ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาถ่ายรูปจำนวนมาก บรรยากาศโรแมนติกสุด ๆ การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR สาย Chuo จากชินจูกุไปลงที่ สถานี Tachikawa จากนั้นเดินต่อประมาณ 5 นาทีถึงประตูทางเข้าสวน ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 450 เยน สวนเปิดเวลา 9:30-17:00 น. (ปิดทุกวันจันทร์) ถ้ามีเวลาอยากแนะนำให้เช่าจักรยานปั่นเที่ยวในสวน จะสนุกและชมได้ทั่วถึงกว่าการเดิน

รับข้อเสนอสุดคุ้มสำหรับการเดินทางไปโตเกียวของคุณ: อย่าพลาดคูปองส่วนลดของเรา!

ใช้เวลาเดินทางไปโตเกียวของคุณให้คุ้มค่าที่สุด! หากคุณกำลังมองหาวิธีประหยัดเงินในการเดินทางหรือหาข้อเสนอสุดคุ้ม อย่าลืมตรวจสอบหน้าคูปองส่วนลดของ Talon Japan เรามีข้อเสนอมากมายสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดที่ Don Quijote ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือคูปองสำหรับสวนสนุกยอดนิยมในโตเกียว คูปองเหล่านี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโตเกียวของคุณและทำให้คุณมีเงินเหลือสำหรับการช้อปปิ้งและรับประทานอาหารมากขึ้น ตรวจสอบหน้านี้ก่อนเดินทาง บันทึกคูปองที่คุณสนใจลงในสมาร์ทโฟนของคุณ และเตรียมพร้อมที่จะใช้ทันทีที่คุณมาถึงญี่ปุ่น สะดวกและง่ายมาก! อย่าพลาดโอกาสดีๆ นี้!

โตเกียวเป็นเมืองที่มีความหลากหลายอย่างไม่รู้จบ สถานที่แนะนำ 25 แห่งที่เราได้นำเสนอไปนี้เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของเสน่ห์ของเมืองที่รอให้คุณค้นพบ ไม่ว่าสไตล์การเดินทางของคุณจะเป็นอย่างไร โตเกียวก็มีบางสิ่งบางอย่างสำหรับทุกคน เราหวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยให้คุณวางแผนการเดินทางไปโตเกียวได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้นและมีประสบการณ์ที่น่าจดจำ ขอให้คุณสนุกกับการท่องเที่ยวในโตเกียว!

กดบันทึกคูปองและบทความไว้เพื่อทำให้การเดินทางไปญี่ปุ่นของคุณสะดวกสบายยิ่งขึ้น!

ถ้ากดบันทึกคูปองหรือบทความที่ชอบเอาไว้ ก็จะสามารถค้นหาได้อย่างง่ายดายจาก "My Page" ในระหว่างการเดินทาง ลองใช้กันดูนะ!

สมัครสมาชิก

ロンタ

บันทึกแล้ว!