15สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของเกาะคิวชู 2567

photos by u dou from flickr.com/photos/154778190@N03/33870565294( cc by 2.0 )


คิวชู(Kyushu) เป็นเกาะที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะหลักฮอนชู อยู่ทางใต้สุดของประเทศญี่ปุ่น มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ธรรมชาติที่สวยงาม เต็มไปด้วยต้นไม้พรรณไม้นานาชนิด เนื่องจากอากาศที่อบอุ่นกว่าช่วงตอนบนของประเทศ ทำให้ภูมิภาคนี้สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี มีชื่อเสียงทั้งในเรื่องอาหารการกิน วิวชายทะเลที่สวยงามและยังเป็นแหล่งน้ำพุร้อนที่สำคัญที่สุดของประเทศอีกด้วย มีเมืองฟุกุโอกะเป็นเมืองหลักของภูมิภาค ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ของญี่ปุ่น แต่ประชากรไม่หนาแน่นเท่าเมืองใหญ่อื่นๆ มีความทันสมัย บ้านเมืองเป็นระเบียบ ทำให้ขณะนี้ ภูมิภาคคิวชูเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เรามาดูกันว่า สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆที่เป็นที่นิยมของเกาะคิวชูนั้นมีที่ไหนบ้าง

 

Hashima Gunkanjima

1. Hashima Island (เกาะฮะชิมะ) เป็นเกาะที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1887 โดยบริษัทมิตซูบิชิ เพื่อใช้เป็นที่พักของคนงานในเหมืองถ่านหิน จนเมื่อถ่านหินไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากมีน้ำมันเข้ามาแทน เกาะนี้จึงได้ปิดตัวลง ปัจจุบันไม่มีผู้คนอาศัยอยู่และไม่มีสาธารณูปโภคใดๆบนเกาะ เนื่องจากมีภาพยนตร์หลายเรื่องเข้าไปถ่ายทำบนเกาะ ทำให้เกาะแห่งนี้ได้กลับมารับความสนใจอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่คนไทยรู้จักดีอย่าง Battle Royale หรือภาพยนตร์ระดับฮอลลีวูด James Bond 007 ภาพยนตร์ไทย ฮาชิมะโปรเจกต์ ไม่เชื่อ ต้องลบหลู่ และล่าสุดภาพยนตร์ญี่ปุ่นจากอนิเมะชื่อดัง Attack On Titans อีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ผีสิงที่น่ากลัวอันดับ 2 ของโลก รองจากหอคอยลอนดอน ในประเทศอังกฤษอีก จึงทำให้ผู้คนมากมายอยากจะไปเยี่ยมชมเกาะนี้สักครั้งหากมีโอกาส

การเดินทาง : จากสถานีรถราง Nagasaki Nagasaki-Eki Mae ให้นั่งรถรางสาย ที่1 ลงป้าย Tsukimachi จากนั้นเปลี่ยนรถรางเป็นสาย 5 ลงป้าย Ourakaikandori เมื่อถึงแล้วให้เดินไปด้านหลังร้านอาหาร Gusto ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Gunkanjima Concierge Lounge เพื่อซื้อทัวร์ไปเกาะ Hajima Island สามารถจองล่วงหน้าได้ที่เวบไซต์ http://www.gunkanjima-concierge.com/en/index.html

ทัวร์มีวันละสองรอบ

รอบเช้า ลงทะเบียนเวลา 9:50 น. เรือออกจากฝั่ง 10:10 น. และกลับเข้าฝั่งเวลา 13.00 น.

รอบบ่าย ลงทะเบียนเวลา 13.00 น. เรือออกจากฝั่ง 13.20 น. และกลับเข้าฝั่งเวลา 16.05 น.

ราคาทัวร์

ผู้ใหญ่ 4,000 เยน (หรือประมาณ 1,300 บาท) เด็กราคา 3,300 เยน (หรือประมาณ 1,000 บาท) เด็กเล็ก ถึงเด็กชั้นประถม 2,000 เยน (หรือประมาณ 600 บาท)

ค่าข้ามเรือ :ผู้ใหญ่ 300 เยน เด็ก 150 เยน

ค่าเข้าชมพิพิธภันฑ์ : ผู้ใหญ่ 1,800 เยน (หรือประมาณ 500 บาท) เด็ก 1,300 เยน (หรือประมาณ 400 บาท) เด็กเล็ก ถึงเด็กชั้นประถม 800 เยน (หรือประมาณ 250 บาท)

2. Beppu (เบปปุ) เมืองบ่อน้ำร้อนชื่อดังของคิวชู เป็นบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่เกิดขึ้นภายหลังการระเบิดของภูเขาไฟ ประกอบด้วยแร่ธาตุที่เข้มข้นอย่างกำมะถัน แร่เหล็ก โซเดียม คาร์บอเนต เรเดียม มีลักษณะแตกต่างกันทั้งหมด 8 บ่อด้วยกัน

photos by 663highland from commons.wikimedia.org/wiki/File:Beppu_Umi-jigoku04n4272.jpg( cc by 3.0 )

Umi Jigoku บ่อสีฟ้าเหมือนน้ำทะเล และความสวยงามมากที่สุดในบรรดาบ่อทั้ง8

Oniishibozu Jigoku มีลักษณะคล้ายโคลนเดือดขึ้นมา ที่บ่อนี้ยังมีสระให้เราสามารถแช่เท้าคลายเมื่อยจากการเดินทางอีกด้วย

Yama Jigoku ที่บ่อนี้จะมีน้ำพุร้อนพุ่งขึ้นมาปล่อยควันขาวมีเสียงดังทั่วบริเวณ

Kamodo Jigoku มียักษ์ยืนอยู่บนหม้อต้มเป็นสัญลักษณ์ของบ่อ ภายในมีบ่อน้ำร้อนเล็กๆแตกต่างกันอีก 6 บ่อ และยังมีไข่ต้มน้ำพุร้อนจิ้มเกลือและซอสให้ได้ลองซื้อทาน คู่กับน้ำหวานไซเดอร์ชื่นใจไปอีก

Oniyama Jigoku เป็นบ่อน้ำพุร้อนธรรมดาที่มีไฮไลท์อยู่ที่มีจระเข้ที่เลี้ยงไว้ให้เราเข้าไปเดินดูได้

Shiraike Jigoku เป็นบ่อน้ำพุร้อนสีขาวคล้ายน้ำนม มีสวนญี่ปุ่นสวยงามล้อมรอบ

Chinoike Jigoku เป็นบ่อน้ำพุร้อนสีแดงที่เกิดจากธาตุเหล็กจำนวนมาก

Tatsumaki Jigoku มีลักษณะคล้ายน้ำพุร้อนที่จะพุ่งขึ้นมาเป็นเวลาทุกๆครึ่งชั่วโมง

ราคาค่าเข้าชมบ่อทั้ง 8 มีขายเป็นแพคเกจ 2,000 เยน หรือเลือกเข้าชมเป็นบางบ่อราคาบ่อละ 400 เยน

การเดินทางทัวร์ 8 บ่อภายในเมืองเบปปุใช้บัตร Beppu One Day Mini Pass ราคา 900 เยน ซื้อได้ที่ Information Center ในสถานีรถไฟ

 

ปราสาทคุมาโมโต้

3. Kumamoto Castle (ปราสาทคุมะโมโตะ) นอกจากขึ้นชื่อว่าเป็นปราสาทที่แข็งแกร่งที่สุดในญี่ปุ่นแล้วยังได้รับการขนานนามว่าเป็น 1 ใน 3 ปราสาทที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย โดยตัวปราสาทนี้มีพื้นที่โดยรอบยาวประมาณ 9 กิโลเมตร ตัวปราสาทมีป้อมปืน 49 ป้อม ประตูป้อมปืน 18 ประตู และประตูขนาดเล็ก 29 ประตู มีหอคอยสูง 2 หอ ทำให้สามารถมองได้รอบทิศจากมุมสูง หอใหญ่จะสูง 30.3 เมตร หอเล็กสูง 19 เมตร เป็นสถาปัตยกรรมแบบศิลปะสมัยต้นเอโดะ บริเวณโดยรอบปราสาทมีต้นซากุระอยู่ประมาณ 800 ต้นทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดชมซากุระที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งบนเกาะคิวชู

การเดินทาง : จากสถานี JR Kumamoto นั่งรถรางมาลงที่สถานนี umamotojo-mae แล้วเดินต่อตามป้ายบอกทางได้เลย

ค่าเข้าชม :500 เยน

เวลาเข้าชม

・เดือนมีนาคม – พฤศจิกายน 8:30-18:00 น.(ซื้อบัตรได้ถึง 17:30)

・เดือนธันวาคม – เดือนกุมภาพันธ์ 8:30-17:00 น.(ซื้อบัตรได้ถึง 16:30)

 

4. Nagasaki Atomic Bomb Museum สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่จัดแสดงและระลึกถึงเหตุการณ์ระเบิดปรมาณูตกลงที่เมืองนางาซากิในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยภายในพิพิธภัณฑ์จะแบ่งเป็น 4 โซนที่บอกเล่าเรื่องราวและเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ระเบิดเริ่มลง พลังการทำลายล้าง การฟื้นฟูเมือง จนถึงปัจจุบัน

photos by Travis from flickr.com/photos/variationblogr/8627915184( cc by 2.0 )

การเดินทาง :จากสถานีรถไฟ JR Nagasaki ขึ้นรถรางหมายเลข 1 หรือ 3 มายังสถานี Hamaguchi-machi แล้วเดินต่อไปอีกประมาณ 5 นาที

ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 200 เยน เด็ก 100 เยน

เวลาทำการ: 8:30-17:30 (ซื้อบัตรได้ถึง 17:00 )

5. Nanzoin temple (วัดนันโซอิน) วัดที่มีองค์พระนอนทำจากสำริดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดองค์พระมีความยาว 41 เมตร สูง11 เมตร และมีน้ำหนักถึง 300 ตัน! ที่สำคัญ วัดนี้ยังมีชื่อเสียงในเรื่องการขอหวย และเป็นสถานที่แนะนำสำหรับการชมใบไม้เปลี่ยนสีอีกด้วย

photos by Chris Harber from flickr.com/photos/britishchris/4072155392( cc by 2.0 )

การเดินทาง : จาก Hakata ขึ้น รถไฟ JR สาย Sasaguri line ไปลงที่สถานี Kido Nanzoin-mae แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5 นาที
รูปที่ 5. Nanzoin Temple

 

[wp_ad_camp_1]

 

6. Mount Aso (ภูเขาไฟอะโซะ) หนึ่งในภูเขาไฟขนาดใหญ่ในประเทศญี่ปุ่นที่คงมีพลังงานและพร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ (ปะทุครั้งล่าสุด วันที่ 8ต.ค.2016) มีพื้นที่ขนาดใหญ่ราว120 กิโลเมตร และมีความสูงถึง 1,592 เมตร ติดอันดับภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่นี่มีกระเช้าขนาดใหญ่แห่งแรกของโลกที่เปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปยังปากปล่องภูเขาไฟ พร้อมวิวทุ่งหญ้ากว้างไกลสุดสายตาของภูเขาแห่งนี้ แต่เนื่องจากภูเขาไฟที่ยังปะทุตลอดเวลาทำให้ไม่สามารถเปิดให้บริการได้ตลอดเวลา กรุณาเช็คข้อมูลในเว็บไซต์ http://www.kyusanko.co.jp/aso/lang_en/ ก่อนวางแผนการเดินทาง

photos by Travelbusy.com from flickr.com/photos/travelbusy/34762931493( cc by 2.0 )

ราคาค่าขึ้นกระเช้าไป-กลับ ผู้ใหญ่ 1,200 เยน เด็ก 600 เยน

การเดินทาง: สามารถนั่งรถไฟ JR Kyushu มาถึงสถานี ASO ได้เลย หลังจากนั้นขึ้นรถบัสที่หน้าสถานีเพื่อขึ้นไปยังด้านบนของภูเขา

7. Dazaifu Tenman-gū (ศาลเจ้าดาไซฟุ) มีชื่อเสียงเรื่องการศึกษาเล่าเรียน นักเรียนเตรียมสอบมักจะมาขอพรให้สมหวัง ศาลเจ้าดาไซฟุแงนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ช่วงปีใหม่ต่างมีผู้คนหลั่งไหลมาขอพรกันเป็นจำนวนมาก ระหว่างทางมาศาลเจ้าก็จะมีร้านรวงขายของที่ระลึก และของกินตลอดทาง รวมถึงร้านสตาบัคดีไซน์สวยเก๋ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปกันด้วย เรียกว่าตลอดทางเดินได้ไม่มีเบื่อ

photos by Tzuhsun Hsu from flickr.com/photos/alberth2/3351786913( cc by 2.0 )

การเดินทาง: จากสถานี Hakata ให้ขึ้นรถไฟ LTD. EXP MIDORI 13 หรือ JR Kagoshima Line Rapid for ARAO/ OMUTA ไปลงที่สถานี FUTSUKAICHI เดินมาต่อรถไฟสาย Nishitetsu Dazaifu Line ที่สถานี Nishitetsu Futsukaichi มาลงที่สถานี Dazaifu ได้เลย

8. Fukuoka Castle Ruins / Maizuru Park ในอดีตนั้น Fukuoka Castle เคยเป็นปราสาทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนเกาะคิวชู แต่ถูกทำลายลงในช่วงปฏิรูปยุคเมจิ ปัจจุบันเหลือเพียงซากของกำแพงและฐานของหอคอยเล็กๆ ในสวน Maizuru ซึ่งเป็นจุดชมซากุระที่มีชื่อเสียงของเกาะคิวชู

photos by Kimon Berlin from flickr.com/photos/kimon/26837078573( cc by 2.0 )

การเดินทาง : นั่ง Subway มาลงที่สถานี Ohori Koen (เข้าชมฟรี)

9. Yūtoku Inari Shrine (ศาลเจ้ายูโทคุ อินาริ) 1 ใน 3 ศาลเจ้าที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่เมือง Saga เป็นศาลเจ้านิกายชินโตสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเอโดะ มีชื่อเสียงในเรื่องการขอพรเกี่ยวกับความรัก ที่ด้านบนของศาลเจ้าสามารถชมวิวของเมืองได้รอบ เป็นที่นิยมในการชมดอกไม้ทั้งช่วงฤดูใบไม่ผลิและใบไม้เปลี่ยนสี

photos by Underbar dk from commons.wikimedia.org/wiki/File:Yūtoku_Inari_Shrine_main_hall.JPG( cc by 4.0 )

การเดินทาง: จากสถานี Hakata นั่งรถไฟ JR มาลงที่สถานี Hizen Kashima แล้วต่อรถบัสที่ Kashima Bus Center Platform 3 นั่งรถบัสสุดท้ายแล้วเดินต่ออีก 5 นาที (เข้าชมฟรี)

10. Nakasu street food/Hakata Yatai อีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของเกาะคิวชู คือ Yatai หรือร้านอาหารข้างทางนั่นเอง ซึ่งที่ย่าน nakasu นั้นรวบรวมร้านอาหาร Yatai ไว้มากมาย มีทั้ง Izakaya ปิ้งย่าง ร้านราเมงหรือโอเด้งรสเด็ด หน้าตาน่าเข้าไปทานทุกร้าน ราคาก็สูงนิดหน่อยเมื่อเทียบกับร้านอาหารทั่วไป แต่ถือว่าได้บรรยากาศแบบญี่ปุ่นโบราณอยู่ไม่น้อย เมนูทั้งหมดเป็นภาษาญี่ปุ่น บางร้านก็จะมีรูปที่หน้าร้าน ก็ต้องอาศัยความใจกล้าสักหน่อย แต่รับรองว่าถ้าได้ลองแล้วจะติดใจ อย่าลืมสั่งเบียร์หรือ Umeshu (เหล้าบ๊วย) มากินแกล้มด้วย เด็ด!

photos by Yoshikazu TAKADA from flickr.com/photos/yoshikazut/19979437930( cc by 2.0 )

ร้านค้าเปิดเฉพาะช่วงกลางคืน จนถึงตีสองเท่านั้น

การเดินทาง นั่งรถไฟมาลงที่สถานี Nakasu Kawabata แล้วเดินต่อมาอีก 5 นาที

[wp_ad_camp_1]

11. Yufuin (ยุฟุอิน) เมืองเล็กๆที่เสน่ห์ไม่เล็กเหมือนกับเมือง มีชื่อเสียงในเรื่องของการแช่ออนเซนพร้อมมวิวสายหมอกยามเช้า เป็นสุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของทั้งชาวไทยหรือแม้แต่ชาวญี่ปุ่นเองก็ยังเดินทางมาเที่ยวที่นี่จำนวนมาก ด้วยความสงบ บรรยากาศดี และความสวยงามของเมืองทำให้ใครๆก็หลงรักยุฟุอินได้ไม่ยาก และเสน่ห์สำคัญของการมาเมืองนี้ก็คือรถไฟสาย yufuin no mori ที่มีความคลาสสิค สวยงามสื่อถึงเมืองยุฟุอินได้เป็นอย่างดี มีวิ่งให้บริการวันละ 6 รอบ และไม่ได้วิ่งทุกวัน ต้องทำการจองก่อนเท่านั้นจึงจะสามารถใช้บริการได้ สามารถเช็ครอบให้บริการได้ที่ สามารถทำการจองได้ที่เคาท์เตอร์ให้บริการจองรถไฟที่สถานีรถไฟ JR ทุกแห่ง ถ้าจะให้ชัวร์ควรจองตั้งแต่ลงเครื่อง

photos by wondereye from flickr.com/photos/wondereye/11901114385( cc by 2.0 )

การเดินทางมาเมือง ยุฟุอิน สามารถมาได้ทั้งจาก Beppu, Oita และ Hakata

12. Ibusuki (อิบุซึกิ) เมืองชายทะเลมีอ่าวที่สวยงามและยังมีชื่อเสียงในเรื่องของการอบทรายร้อนที่ช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยตามร่างกาย และทำให้ผิวพรรณสวยงามอีกด้วย นอกจากนี้ยังมี Nagashi Somen หรือหมี่เย็นลอยน้ำชื่อดัง และสถานีรถไฟใต้สุดของญี่ปุ่น Nishi oyama ที่มีตู้ไปรษณีย์สีเหลืองรอให้ทุกคนไปถ่ายรูปด้วย เที่ยวเมืองเดียวได้ครบทุกรสชาติ ไฮไลท์ของการเดินทางมา Ibusuki อีกอย่างคือ ขบวนรถไฟสาย Ibutama หรือชื่อเต็มว่า Ibusuki no Tamatebako เป็นขบวนรถไฟที่มีสีขาว-ดำ อยู่คนละฝั่ง และเมื่อประตูรถไฟเปิดออก จะมีไอน้ำพวยพุ่งขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ ของการเดินทางมาถึงวังของมังกรในตำนาน Urashima Taro (อุระชิมะทาโร่) เนื่องจากเมืองนี้มีสถานที่ๆเป็นต้นกำเนิดของนิทานเรื่องนี้ บริเวณแหลม Nagasakibana (นางาซากิบานะ)นั่นเอง

photos by Keita Kuroki from flickr.com/photos/104013316@N06/11547824496( cc by 2.0 )

การเดินทาง: จาก Kagoshima-Chuo นั่งรถไฟ Ibutama สาย JR Ibusuki Makurazaki Line ไปลงที่สถานี Ibusuki ใช้เวลาประมาณ 51 นาที รถไฟสาย Ibutama เป็นตั๋วรถไฟที่ต้องจองล่วงหน้า และระบุที่ันั่งเท่านั้น ตารางการเดินรถมีวันละ 3 รอบ

13. Kitsuki (คิสึกิ) เมืองเล็กๆทางตอนเหนือของจังหวัดโออิตะ ด้วยความที่เป็นรูปแบบเมืองเก่าที่เงียบสงบทำให้บรรยากาศของเมืองยิ่งดูน่าสนใจ เราสามารถเช่าชุด Kimono ใส่ไปเที่ยวยังสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมือง เช่น Kitsuki Castle, หมู่บ้านโบราณ หรือพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของเมือง ได้อีกด้วย

photos by RachelH_ from flickr.com/photos/bagelmouse/14124649657( cc by 2.0 )

การเดินทาง : จากสถานีKitsuki ให้ต่อรถบัสไป Kunisaki Kanto หรือ Oita Kotsu ลงป้ายสุดท้ายแล้วเดินต่อประมาณ 10 นาที

ค่าเข้าชม: เลือกซื้อบัตร 800 เยนสามารถเข้าได้ทุกที่

 

14. Fukuoka Tower อาคารที่มีความสูงที่สุดในเมืองด้วยความสูง 234 เมตร มีการประดับไฟในตอนกลางคืนเปลี่ยนไปตามฤดูกาลที่ Observation Deck ชั้น5 สามารถชมวิวเมืองฟุกุโอกะได้ 360 องศา ค่าเข้าชม 800 เยน นักท่องเที่ยวแสดงพาสปอตลด 20% ด้านหลังอาคารคือ Seaside Momochi ที่หันหน้าออกสู่หาด Momochihama Beach ภายในมีทั้งร้านอาหาร ร้านค้า พิพิธภัณฑ์ หรือจะเดินลงไปที่บริเวณชายหาด ก็จะมีร้านค้าบ้านของคนแถวนั้นขาย ปลาย่างหอยทะเล ให้ได้ลองชิม จิบเบียร์รับลมทะเลเย็นๆชิลไปอีก ใกล้ๆกันยังมี Hawks Town Mall ที่รวบรวมร้านค้ากว่า 100 ร้าน โดยเฉพาะแบรนด์กีฬาอย่าง Nike หรือ Adidas ให้เลือกช้อปปิ้งกัน

การเดินทาง : นั่งรถบัส สาย #302 #305 #307 จากสถานี Nishitetsu-Fukuoka (Tenjin) หรือ สาย #306 #312 จากสถานี Hakata

15. Mojiko Retro เมืองท่าที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเกาะคิวชู และเกาะฮอนชู เคยเป็นท่าเรือสำคัญที่ใช้ติดต่อค้าขายกับนานาชาติในอดีต ปัจจุบันเมืองนี้ถูกเปลี่ยนให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเนื่องจากมีสถาปัตยกรรมแบบยุโรปที่อนุรักษ์เอาไว้อยู่มากมายตั้งแต่สมัยเมจิ อีกทั้งยังมีอาคารที่เคยใช้เป็นที่รับรอง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เมื่อครั้งเดินทางมายังญี่ปุ่น ที่บริเวณริมท่าเรือ มีร้านค้า ร้านอาหาร และลานจัดแสดงกิจกรรมที่มักจะมีนักแสดงเปิดหมวกแวะเวียนมาทำการแสดงอยู่เป็นประจำ เดินถัดจากตัวสถานีไปไม่ไกลจะพบกับ พิพิธภัณฑ์รถไฟของเกาะคิวชูที่มีรถไฟเก่าแก่ให้ชมมากมาย

photos by irisgazer from flickr.com/photos/irisgazer/32923306545( cc by 1.0 )

การเดินทาง : จากสถานี Hakata นั่งรถ Shinkansen หรือ LTD.EXP Sonic41 มาเปลี่ยนเป็นสาย JR Kagoshima Line Rapid for MOJIKO ที่สถานี Kokura


Exit mobile version