/ ข้อมูลวางแผนเที่ยว / [HOKKAIDO TALON GUIDE] คู่มือฮอกไกโดและซัปโปโร เที่ยว * กิน * ช้อป ครบจบสำหรับคนไปด้วยตัวเอง

[HOKKAIDO TALON GUIDE] คู่มือฮอกไกโดและซัปโปโร เที่ยว * กิน * ช้อป ครบจบสำหรับคนไปด้วยตัวเอง

Photo by pika1935 from flickr.com/photos/[email protected]/28531761175 [CC by 2.0]

สำหรับคนที่กำลังวางแผนจะไปเที่ยวฮอกไกโดเป็นครั้งแรก ในหน้านี้เราได้รวมรวบข้อมูลทุกอย่างเกาะฮอกไกโดมาภูมิภาคทางตอนเหนือสุดและหนาวที่สุดของญี่ปุ่นเท่าที่จำเป็นมาไว้ให้แล้ว มีให้ครบตั้งแต่เริ่มต้นวางแผนการเดินทางจนจบทริป ครบจบในหน้านี้หน้าเดียว ไปเที่ยวได้เลย กับ HOKKAIDO TALON GUIDE

 

ไปเที่ยวฮอกไกโดกันเถอะ

ฮอกไกโด(Hokkaido) เป็นภูมิภาคที่เป็นเกาะอยู่ทางตอนบนสุดของประเทศญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ลานสกี น้ำแข็ง หิมะ ทุ่งดอกไม้  รวมถึงอาหารและขนมสุดอร่อยอีกมากมาย เช่น ปูขนฮอกไกโด อาหารทะเลชื่อดังและเมนูซีฟู้ดอื่นๆ ที่บอกเลยว่าห้ามพลาดที่จะไปลองชิมเด็ดขาด แถมยังมีขนมของฝากที่เฉพาะตัวไม่เหมือนส่วนอื่นๆของญี่ปุ่นให้คุณได้เลือกซื้อไปฝากคนทางบ้านอีกด้วย หรือหากใครอยากทำกิจกรรมสนุกๆ อย่างการเล่นสกีหรือการลากเลื่อนไปบนหิมะ ก็จะต้องมาเที่ยวในช่วงหน้าหนาวกันเลย รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน และนี่ก็คือจุดเด่นของฮอกไกโด ที่คุณควรมาเที่ยวให้ได้สักครั้งนั่นเอง

 

 

ฮอกไกโด ช่วงไหนน่าเที่ยวบ้าง

สภาพอากาศส่วนใหญ่ของฮอกไกโดจะหนาวเย็นมากในฤดูหนาว และอากาศกำลังสบายในฤดูร้อน ทางตะวันออกมักจะมีอากาศหนาวเย็นกว่าทางตะวันตกซึ่งมักจะมีเมืองใหญ่ๆตั้งอยู่ นอกจากนี้อุณหภูมิบนยอดเขาจะหนาวเย็นกว่าที่ราบด้วย และถึงแม้ว่าเกาะฮอกไกโดจะไม่ได้ใหญ่โตมากนักแต่ด้วยความที่ตอนกลางของเกาะจะมีภูเขาสูงอยู่มากมายรวมทั้งติดกับทะเลที่มาจาก 3 แหล่งด้วยกันทำให้ในแต่ละส่วนของเกาะฮอกไกโดอาจจะมีอากาศที่แตกต่างกันได้มากด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม อากาศที่ฮอกไกโดจะไม่ค่อยได้รับผลของพายุฤดูฝนในช่วงกลางปีเหมือนกับเกาะอื่นๆของญี่ปุ่น ทำให้การมาท่องเที่ยวในช่วงกลางปีจะไม่ค่อยเจอพายุฝน คนญี่ปุ่นจึงนิยมเดินทางมาเที่ยวฮอกไกโดในช่วงกลางปีจนถึงฤดูร้อน อีกทั้งฮอกไกโดยังเป็นหนึ่งพื้นที่ของญี่ปุ่นที่มีชายหาดที่สวยงามที่สุดในประเทศด้วย

เดือนที่ร้อนที่สุดของฮอกไกโด คือ เดือนสิงหาคม

เดือนที่หนาวที่สุดของฮอกไกโด คือ เดือนมกราคม

เดือนที่ฝนตกมากที่สุดของฮอกไกโด คือ เดือนกันยายน

เดือนที่กลางวันยาวนานมากที่สุดของฮอกไกโด คือ เดือนพฤษภาคม

ไฮไลท์การท่องเที่ยวฮอกไกโดมีอยู่ หลายอย่างด้วยกัน แต่ที่ถูกใจคนไทยคงจะไม่พ้นหิมะหนานุ่มที่พบเจอได้ตลอดหน้าหนาวตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม หรือจะเป็นทุ่งดอกไม้สุดอลังการในฤดูร้อนโดยเฉพาะช่วงเดือนกรกฏาคมและสิงหาคม ส่วนใบไม้แดงก็สวยงามแปลกตาไม่แพ้ที่อื่นๆของญี่ปุ่น ส่วนที่จะน้อยกว่าพื้นที่อื่นๆอยู่บ้างก็เป็นดอกซากุระที่มีให้ชมเหมือนกันแต่จะไม่ได้มากมายอลังการนัก

สรุปได้ว่า ไม่ว่าฤดูไหนๆ ก็สามารถไปเที่ยวฮอกไกโดได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากจะไปเที่ยวในสภาพอากาศแบบไหนหรือมีจุดประสงค์ในการท่องเที่ยวอย่างไรนั่นเอง เพียงแต่จะต้องเลือกช่วงเวลาให้เหมาะกับสิ่งที่เราต้องการเดินทางไปชมซักหน่อย เช่น ควรจะรู้ว่าช่วงพีคของการชมซากุระเป็นช่วงไหน หรือช่วงพีคของการชมใบไม้เปลี่ยนสีเป็นช่วงไหน หรืองานเทศกาลน้ำแข็งและหิมะจัดเมื่อไหร่ ไปจนถึงช่วงไหนที่ทุ่งดอกไม้จะบานสวยงามเต็มที่ เพราะถ้าไปผิดช่วงอาจจะเห็นน้อยแต่อย่างไรฮอกไกโดก็มักจะมีเสน่ห์อื่นๆที่แตกต่างให้คุณไปค้นหาได้อยู่ดี

 

 

 

เที่ยวฮอกไกโด ใช้เงินประมาณเท่าไหร่

สำหรับคนที่เคยไปญี่ปุ่นมาแล้ว การไปเที่ยวฮอกไกโดจะมีค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ใกล้เคียงกันหรือถูกกว่าเล็กน้อย เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่อื่นๆของญี่ปุ่น อย่างเช่น โตเกียว หรือโอซาก้า แต่สิ่งที่มักจะแพงกว่า คือ ค่าการเดินทาง เริ่มตั้งแต่ตั๋วเครื่องบินเลย เพราะอยู่ไกลที่สุดจากเมืองไทย และสถานที่ท่องเที่ยวมักจะกระจายตัวออกไปตามส่วนต่างๆของเกาะทำให้ถ้าเดินทางเที่ยวหลายๆที่ก็จะมีค่าเดินทางที่สูงขึ้นตามมาด้วย

▌สรุปงบประมาณการท่องเที่ยวฮอกไกโด

ค่าตั๋วเครื่องบิน ไปกลับ 12,000 – 30,0000 บาท

ค่าที่พัก คืนละ 700 – 1,500 บาท ต่อคืนต่อคน

ค่าอาหาร เฉลี่ยมื้อละ 500 บาท หรือ 1,000 – 1,500 บาท ต่อวัน

ค่าสถานที่ท่องเที่ยว วันละ 500 – 1,000 บาทต่อวัน

ค่าเดินทาง 200 – 500 บาท ต่อวัน

รวมค่าใช้จ่ายต่อวัน 1,700 – 3,000 บาท (ไม่รวมค่าที่พัก)

▌สรุปรวบยอด ค่าใช้จ่ายใสำหรับทริปเที่ยวฮอกไกโด

แบบ 4 วัน 3 คืน แบบประหยัดที่สุด ประมาณ 21,000 บาท แต่ทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 30,000 บาท (ไม่รวมช้อปปิ้ง และอื่นๆ)

แบบ 6 วัน 5 คืน แบบประหยัดที่สุด ประมาณ 26,000 บาท แต่ทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 40,000 บาท (ไม่รวมช้อปปิ้ง และอื่นๆ)

 

 

 

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในฮอกไกโด

ฮอกไกโด(Hokkaido)มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่น่าสนใจเพราะเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณทิศเหนือสุดของญี่ปุ่น จึงมีภูมิประเทศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี รวมไปถึงทิวทัศน์ตามธรรมชาติที่ควรมาชมให้ได้สักครั้งในชีวิต และถ้าใครอยากทดลองแช่น้ำพุร้อนแบบออนเซ็น ที่ฮอกไกโดก็มีให้บริการมากมายไม่แพ้ที่อื่นเช่นกัน แล้วภูมิภาคนี้จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง ตามไปดูตัวอย่าง 8 สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของฮอกไกโด กันเลยครับ

 

▌1ป้อมโงเรียวกาคุ (Fort Goryokaku), เมือง Hakodate

Photo by elminium from flickr.com/photos/lumen850/5458050013/ [CC by 2.0]

ป้อมโงเรียวกาคุ หรือ ป้อมดาว 5 แฉก ตั้งอยู่ในเมืองฮาโกดาเตะ (Hakodate) เหตุที่เรียกกันว่าป้อมดาว 5 แฉก ก็เพราะบริเวณป้อม หากมองจากมุมสูงจะมีลักษณะคล้ายกับดาวแบบตะวันตก ป้อมแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงปีสุดท้ายของยุคเอโดะเพื่อป้องกันการคุกคามของมหาอำนาจตะวันตก บริเวณตรงใจกลางของป้อม คือที่ทำการของผู้สำเร็จราชการที่บริหารเมืองฮอกไกโดในช่วงยุคโชกุน แต่เมื่อไม่ได้ใช้งานแล้ว จึงได้มีการบูรณะอาคารและปรับปรุงทัศนียภาพให้กลายเป็นสวนสาธารณะสำหรับชมดอกซากุระที่จะบานพร้อมกันในช่วงเดือนพฤษภาคม (ฮอกไกโดเป็นเกาะอยู่ด้านบนสุด ทำให้มีดูร้อนช้ากว่าที่อื่น ซากุระก็จะบานช้ากว่าที่อื่นในญี่ปุ่นด้วย) นอกจากนี้ป้อมโงเรียวกาคุ ยังมีหอคอยโงเรียวกาคุที่สูง 90 เมตร สำหรับชมวิวรอบ ๆ ป้อมแบบพาโนรามา โดยหอคอยถูกจัดสร้างขึ้นในปี 2006 ด้านล่างหอคอย มีทั้งร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร และนิทรรศการเกี่ยวกับการจัดตั้งป้อมแห่งนี้อีกด้วย

 

▌2ริมคลองโอตารุ (Otaru Canal Area), เมือง Otaru

Photo by Lionel Leong from flickr.com/photos/lionel-arts/26407081655/ [CC by-sa 2.0]

แต่เดิมนั้น เมืองโอตารุ เป็นท่าเรือเล็ก ๆ ที่มีความคึกคักเป็นอย่างมากในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 แต่เมื่อการขนส่งเริ่มมีการพัฒนาและมีความทันสมัยมากกว่าเดิม เมืองท่าแห่งนี้ก็ค่อย ๆ ถูกลดความสำคัญลง เหลือเพียงหมู่บ้านชาวประมงที่ชื่อเฮอร์ริ่งเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยความสวยงามของสถานที่แห่งนี้ จึงทำให้ทางการได้เข้าไปปรับโฉมให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ด้วยการเปลี่ยนโกดังสำหรับเก็บสินค้าทะเล ให้กลายเป็นร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์เพื่อบอกเล่าความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้ รวมถึงมีการติดตั้งโคมไฟแบบโบราณไปตามถนนที่ทอดยาวขนานไปกับคลองโอตารุ ทำให้มีความโรแมนติก มากขึ้นกว่าเดิม

 

▌3ทุ่งดอกไม้ ฟูราโน่ (Furano Flower Field), เมือง Furano

Photo by pika1935 from flickr.com/photos/[email protected]/28531761175 [CC by 2.0]

ดอกลาเวนเดอร์(Lavender) นิยมปลูกในภูมิภาคฮอกไกโดมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ทุ่งดอกไม้ขนาดต่างๆ มีอยู่ทั่วเมืองฟูราโน่(Furano) เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คนให้มาชมความงดงามของทุ่งดอกไม้แห่งนี้ ซึ่งช่วงที่ดอกลาเวนเดอร์บานสะพรั่งเต็มที่ คือช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม แต่ดอกลาเวนเดอร์จะคงบานอยู่ในกลางสิงหาคม นอกจากนี้ยังมีดอกไม้อีกมากมายหลายชนิดในฤดูอื่น เช่น ดอกป๊อปปี้ และดอกลูปิน ในเดือนมิถุนายน ดอกลิลลี่ ในเดือนกรกฎาคม ดอกทานตะวัน ดอกซัลเวีย และคอสมอส ในเดือนสิงหาคมถึงกันยายน

จุดชมดอกลาเวนเดอร์ที่ดีที่สุดคือ ฟาร์มโทมิตะ(Farm Tomita) ซึ่งมีวิวทิวทัศที่สวยงามจากฉากหลังเป็นภูเขาโทกะชิ(Tokachi mountain) ซึ่งเปิดให้เข้าชมฟรีอย่างอิสระ ใกล้ๆกับทุ่งดอกไม้ยังมีร้านกาแฟ ร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากลาเวนเดอร์อีกด้วย

 

▌4ล่องเรือชมธารน้ำแข็งอะบาชิริ (Abashiri Drift Ice), เมือง Abashiri

ล่องเรือตัดน้ำแข็งที่อะบาชิริ

photo by 221.20 (talk) From commons.wikimedia.org/wiki/File:AuroraII02.JPG( cc by public domain )

ธารน้ำแข็งอะบาชิริ เป็นความพิเศษของฮอกไกโดที่ควรมาชมและสัมผัสสักครั้งในชีวิต หากเดินทางมาในช่วงเดือนมกราคม – เดือนมีนาคม เพราะโดยทั่วไปแล้ว ธารน้ำแข็งมักจะเกิดขึ้นบริเวณมหาสมุทรอาร์กติกเท่านั้น แต่จะดูแต่ธารน้ำแข็งเพียงอย่างเดียวก็คงไม่สนุก ต้องลองนั่งเรือตัดน้ำแข็งเพื่อชมทัศนียภาพรอบ ๆ ด้วย เหตุที่เรียกว่าเรือตัดน้ำแข็งก็เพราะว่า เมื่อเรือชนเข้ากับแผ่นน้ำแข็ง น้ำแข็งก็แยกตัวออกไปเพื่อให้เรือสามารถเดินทางต่อไปได้นั่นเอง โดยเรือจะมีให้บริการ 4-5 รอบต่อวัน ซึ่งหากใครอยากจะไปล่องเรือชมธารน้ำแข็งที่น่าตื่นตาตื่นใจก็ต้องตรวจสอบเวลาให้ดีก่อนด้วย

 

▌5หุบเขานรกจิโงคุดานิ (Jigokudani noboribetsu) เมือง Noboribetsu 

Photo by Kentaro Ohno from flickr.com/photos/inucara/22986787855/ [CC by 2.0]

ถึงแม้จะเรียกว่าเป็นหุบเขานรก เพราะมีแร่กำมะถันเป็นส่วนประกอบหลักของน้ำร้อนที่ไหลไปตามลำธาร จึงทำให้ดูเหมือนมีควันพวยพุ่งไปตามหุบเขาอยู่ตลอดเวลา แต่หุบเขาแห่งนี้ก็มีความสวยงามมากจนน่าไปเยี่ยมชมสักครั้ง โดยบริเวณหุบเขามีทางเดินเพื่อไต่เนินขึ้นไปเพื่อชมบ่อน้ำร้อนและบ่อโคลนที่สวยงาม จึงไม่แปลกที่จะมีกองถ่ายภาพยนตร์หลาย ๆ ชนชาติที่เลือกสถานที่แห่งนี้เป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์ ไม่เว้นแม้กระทั่งภาพยนตร์จากประเทศไทย เรื่อง “แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว”

 

▌6โจซังเคออนเซ็น (Jozankei Onsen), เมือง Sapporo

Photo by MIKI Yoshihito from flickr.com/photos/mujitra/8346369496 [CC by 2.0]

ออนเซ็นแห่งนี้ ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติชิโกะซุ โทยะ อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองซัปโปโรมากนัก จึงทำให้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวและชาวเมืองที่นิยมชมชอบการแช่ออนเซ็น เนื่องจากเดินทางสะดวก และยังมีฉากหลังเป็นทิวทัศน์ที่สวยงาม จึงมีชื่อเรียกกันแบบเล่น ๆ ว่า “ห้องนั่งเล่นแห่งซัปโปโร” โดยบริเวณรอบ ๆ ออนเซ็นก็มีโรงแรมแบบเรียวกังตั้งอยู่มากมาย โดยมีค่าบริการในการแช่ออนเซ็นเพียง 1,000 – 1,500 เยนเท่านั้น แต่ถ้าไม่สะดวก อยากแช่เท้าเฉย ๆ ก็ไม่เสียค่าบริการแต่อย่างใด

 

▌7 โรงงานช็อคโกแล็ต (Shiroi Koibito), เมือง Sapporo

Photo by Lionel Leong from flickr.com/photos/lionel-arts/26380528716/ [CC by-sa 2.0]

ของฝากชื่อดังของฮอกไกโดที่นักท่องเที่ยวส่วนมากรู้จักกันดี ก็คือคุกกี้เนยไส้ไวท์ช็อคโกแลตยี่ห้อ Shiroi Koibito ที่ผลิตโดยบริษัท Ishiya ซึ่งได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมโรงงานได้ ภายในโรงงาน นักท่องเที่ยวจะได้เห็นการผลิตคุกกี้สุดอร่อยแบบใกล้ชิดทุกขั้นตอน และยังมีขนมอีกหลายชนิด เช่น คัพเค้ก ซอฟท์ครีม และช็อคโกแลต หรือถ้าอยากจะลองเวิร์คช้อปทำคุ้กกี้ด้วยตัวเอง ที่โรงงานก็มีสอนแบบสั้นๆ อีกด้วย

 

หอสูง Sapporo TV

หอสูง Sapporo TV

ซัปโปโรทีวีทาวเวอร์ เป็นหอส่งสัญญาณโทรทัศน์ในเมืองซัปโปโร ที่มีความสูงถึง 142.7 เมตร อยู่บริเวณทิศตะวันออกของสวนสาธารณะโอโดริ ความพิเศษที่ทำให้นักท่องเที่ยวต้องมาเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ ก็คือการที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปชมวิวบริเวณความสูงจากพื้นดิน 90 เมตร และมีงานเทศกาลจัดอยู่รอบ ๆ ตลอดทั้งปี

 

ครบแล้วกับ 8 ไฮไลท์ที่เที่ยวในฮอกไกโด ซึ่งจริงๆยังมีสถานที่น่าสนใจให้เลือกชมได้อีกมาก ถ้าใครยังไม่จุใจก็ตามไปดูกันต่อได้ตามลิงค์ด้านล่างเลย

 

 

 

ของกินสุดอร่อย ห้ามพลาดในซัปโปโร

เกาะฮอกไกโดนี้มีชื่อเสียงด้านวัตถุจากทะเลมาก เช่น ปูขนฮอกไกโด เพราะเป็นอุตสาหกรรมหลักของที่นี่ โดยเฉพาะที่เมืองซัปโปโร(Sapporo) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่มีความคึกคักมากที่สุดในบรรดาเมืองทั้งหมดของภูมิภาคฮอกไกโด อีกทั้งยังเป็นเมืองหลักที่มีเที่ยวบินจากเมืองไทยไปลง จึงไม่แปลกที่จะมีนักท่องเที่ยวมากมายที่ได้แวะเวียนมาพักผ่อนที่สถานที่แห่งนี้ เมืองซัปโปโรเป็นเมืองที่มีร้านอาหารท้องถิ่นอยู่จำนวนมาก และทุกร้านเน้นในเรื่องของการใช้วัตถุดิบที่สดใหม่จากท้องถิ่น ซึ่งเรามีร้านแนะนำกันอยู่หลายร้าน ที่อร่อยฟินได้ในราคาเบาๆ

 

▌1. Nemuro Hanamaru

Photo by malulani124 from tripadvisor.com

ร้านซูชิสุดอร่อย ที่มีราคาไม่แพงมากนัก เป็นร้านซูชิ ชื่อดังที่มีสาขามากมายทั่วเมืองซัปโปโร รวมถึงโตเกียวด้วย โดยมีต้นกำเนิดอยู่ที่เมือง Nemuro ซึ่งเป็นเมืองท่าเรือชื่อดังอยู่ทางตะวันออกของเกาะฮอกไกโด หนึ่งในสาขาที่เราจะแนะนำนั้นไปได้ง่ายๆ คืออยู่ในโซนร้านอาหารของตึก JR Sapporo ชั้น 6 ชื่อว่า Stellar Place พอไปถึงก็ให้เดินเลี้ยวซ้ายไปจนสุดเลย จะเห็นคนต่อคิวเข้าร้านจำนวนมาก ก็ให้เดินไปกดบัตรคิวแล้วยืนหรือนั่งรอ เมื่อเข้าไปในร้าน จะมีเมนูซูชิภาษาอังกฤษพร้อมราคาให้เลือก โดยซูชิจะมาในรูปแบบของสายพาน ถูกใจจานไหนก็จัดเลย คุ้มค่าคุ้มราคา สายซูชิไม่ควรพลาด

การเดินทาง : นั่งรถไฟไปลงที่สถานีซัปโปโร แล้วไปที่ตึก JR ชั้น 6 โซน Stella Dining

 

▌2. Sapporo Junren

Photo by りょうへい19841118 from tripadvisor.com

ร้าน Sapporo Junren เป็นร้านขายราเม็งใกล้ ๆ สถานี Sumikawa ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีแล้ว มีจุดเด่นอยู่ที่ “มิโสะราเม็ง” ที่เป็นของขึ้นชื่อของฮอกไกโด ด้วยความเค็มอ่อน ๆ อมเปรี้ยวเล็กน้อย ของน้ำซุปที่ได้จากการหมักถั่วเหลืองให้กลายเป็นมิโสะ พร้อมด้วยท็อปปิ้งเป็นเนื้อหมูขนาดพอดีคำ ข้าวโพดหวาน ๆ ตัดกับรสชาติน้ำซุป และหน่อไม้กับเต้าหู ที่ช่วยเพิ่มรสชาติให้ดียิ่งขึ้น จึงทำให้มีลูกค้าทั้งชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวมาเข้าคิวซื้อมิโสะราเม็งกันแบบล้นร้านเลยทีเดียว

การเดินทาง : นั่งรถไฟไปลงที่สถานี Sumikawa และเดินต่ออีกประมาณ 5 นาที

 

▌3. Jingisukan Daruma

Photo by Tawat C from tripadvisor.com

อาหารขึ้นชื่ออีกหนึ่งอย่างที่ควรลิ้มลองสักครั้งหากเดินทางมาซัปโปโรก็คือ “เนื้อเจงกิสข่าน (เนื้อแกะ)” นั่นเอง โดยร้าน Jingisukan Daruma จะเป็นร้านเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในตรอกไม่ไกลจาก Subway มากนัก เมื่อไปถึงก็อาจจะต้องต่อคิวสักหน่อย เพราะเป็นร้านที่ชาวญี่ปุ่นนิยมมากที่สุด เนื่องจากเนื้อแกะสด เครื่องเคียงสะอาด และราคาไม่แพง ยิ่งถ้าย่างเนื้อแกะพอฉ่ำ ๆ ไม่สุกมาก แล้วตามด้วยเบียร์ซัปโปโรเย็น ๆ เข้าไป ก็ยิ่งฟินจนไม่อยากลุกออกจากร้านเลยทีเดียว

การเดินทาง : นั่งรถไฟไปลงที่สถานี Susukino

 

▌4. Tadumura Tonkatsu

Photo by PJLow from tripadvisor.com

ใครที่ชอบทานทงคัตสึ ก็ไม่ควรพลาดที่จะมาลิ้มลองที่ร้าน Tadumura Tonkatsu โดยเด็ดขาด ร้านตั้งอยู่ในห้างไดมารู ชั้น 8 เมื่อเดินมาถึงก็จะเห็นผู้คนต่อแถวกันอย่างเนืองแน่น ซึ่งจุดเด่นของร้านไม่ได้มีดีแค่หมูทอดทงคัตสึชิ้นใหญ่กรอบอร่อยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีซอสทงคัตสึที่ให้เราบดงาใส่ลงไปเองได้อีกด้วย ชอบมากใส่มาก ชอบน้อยใส่น้อยตามความพอใจ หรือถ้าใครไม่ชอบหมูก็ลองเปลี่ยนเป็นอาหารทะเลทงคัตสึดู อร่อยไม่แพ้กันแน่นอน แถมทงคัตสึของร้านนี้ ก็มีราคาเริ่มต้นเพียง 1,000 เยนเท่านั้น ทั้งถูกทั้งอร่อย จึงไม่แปลกเท่าไรที่จะเห็นคนต่อคิวกันมากมายโดยเฉพาะช่วงมื้อเที่ยงของวัน

การเดินทาง : นั่งรถไฟไปลงที่สถานีซัปโปโร แล้วเดินไปที่ห้างไดมารู

 

▌ 5. NANDA Seafood Buffet

Photo from Official g-nanda.com

อันดับสุดท้าย ดังสุด ฮิตสุด อะไรสุดหมด ต้องร้านบุฟเฟ่ขาปู นันดะ(Nanda) ที่ย่าน Susukino ร้านนี้เลย คนไทยไปกินกันเยอะถึงขนาดมีเตรียมน้ำจิ้มซีฟู้ดไว้ให้ด้วย มีขาปูเรียงให้กินกันละลานตา รวมถึงอาหารทะเลและอื่นๆอีกร่วม 100 รายการ เป็นร้านแบบบุฟเฟ่ กินไม่อั้น เปิดวันละแค่ 2 รอบคือรอบเที่ยงกับรอบเย็น รอบเที่ยงกินได้ 70 นาที ราคาประมาณ 4,000 เยน ส่วนรอบเย็นกินได้ 100 นาที ราคาประมาณ 5,100 เยน

วิธีการเดินทาง: อยู่ที่สถานี Susukino ชั้นใต้ดิน B2F ของตึก Cyber City

ถ้าไปกันหลายคนแนะนำให้จองที่เว็บไซต์หลักได้เลย: http://g-nanda.com/reservation/

 

 

 

 

ซื้ออะไรดีที่ฮอกไกโด

ถึงแม้ว่าฮอกไกโดจะเป็นภูมิภาคที่มีอากาศหนาวแต่ฮอกไกโดก็ยังสามารถทำการเกษตรได้เหมือนกับภูมิภาคอื่นๆ ดังนั้นจึงทำให้สินค้าและของฝากจากที่นี่มีความหลากหลายเหมาะแก่การหาซื้อติดไม้ติดมือกลับไป ไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์อบแห้งจากทะเล ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากนมฮอกไกโดที่ขึ้นชื่อและได้รับการยอมรับกันอย่างแพร่หลายว่าเป็นนมที่มีคุณภาพสูงระดับโลกและบรรดาขนมขึ้นชื่อของฮอกไกโดทั้งกล่องน้อยใหญ่พร้อมแพ็คเกจน่ารักๆ ก็ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของรายการของฝากที่ต้องซื้ออีกด้วย

 

▌1. Potatochip Chocolate ORIGINAL (Royce’)

มันฝรั่งแผ่นหยักทอดกรอบเคลือบช็อคโกแลตจาก Royce’ การผสมผสานกันของรสชาติระหว่างความหวานจากช็อคโกแลตแท้ๆ และรสเค็มของมันฝรั่งที่เข้ากันได้อย่างลงตัว แทบจะละลายในปากทันทีด้วยรสชาติที่แพร่กระจายออกมาเมื่อคุณได้ลิ้มลอง

นอกจากรสช็อคโกแลตแท้ดั้งเดิมที่ขึ้นชื่อแล้ว Royce’ ยังมีรสอื่นๆ อีกมากมายให้คุณได้ลองชิม อาทิ โกโก้รสเข้ม, ไวท์ช็อคโกแลต, คาราเมลและชีส หรือจะเลือกแบบหวานมากหวานน้อยก็ได้ตามต้องการ

ราคา: 190 กรัม ราคา ¥ 778

หาได้จาก: ร้าน ROYCE’ หลายสาขาทั่วซัปโปโรหรือร้านขายของที่ระลึกในฮอกไกโด

photos by jenny cu from flickr.com/photos/jennycu/8719649686/in/photolist-ehwu4G( cc by 2.0)

 

▌2. Nama Chocolate (Royce’)

อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ยอดนิยมจาก Royce’ กับขนมจากช็อคโกแลตแท้สูตรเข้มข้น ด้วยส่วนผสมของช็อคโกแลตและครีมสดซึ่งเป็นครีมสดที่ผลิตในฮอกไกโด ความโดดเด่นของช็อคโกแลต Nama คือรสชาติเข้มข้นละลายในปากแต่งกลิ่นด้วยเหล้าฝรั่งให้รสชาติที่นุ่มนวลและโรยด้วยผงโกโก้ด้านบนเพื่อเพิ่มรสชาติ เนื่องจากมีส่วนผสมของครีมสดดังนั้นจึงควรเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส

ราคา: ¥ 778

หาได้จาก: ร้าน ROYCE’ หลายสาขาทั่วซัปโปโรหรือร้านขายของที่ระลึกในฮอกไกโด

photos by pika1935 from flickr.com/photos/[email protected]/16494875831( cc by 2.0)

 

▌3. Double Fromage จากร้าน Le Tao

Le Tao หนึ่งในร้านขายชีสเค้กเก่าแก่ของฮอกไกโดเปิดให้บริการมาแล้วกว่า 15 ปี ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศญี่ปุ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวที่มีโอกาสได้ไปเยือนฮอกไกโดยิ่งไม่ควรพลาดในการไปลองลิ้มชีสเค้กสดใหม่ของร้านนี้ และเป็นร้านที่รู้จักกันดีเพราะทั้งรายการโทรทัศน์ นิตยสารและหนังสือคู่มือการทำอาหารก็ต่างเอาข้อมูลไปลงเป็นรายการแนะนำผ่านสื่อสาธารณะมาแล้วมากมาย

Double Fromage ชีสเค้กสองชั้นรายการขนมระดับมาสเตอร์พีซของ Le Tao ด้วยรสสัมผัสอันน่าทึ่ง มีเอกลักษณ์อยู่ที่เนื้อเค้กเนียนนุ่ม สัมผัสบางเบาและเต็มไปด้วยรสชาติแสนอร่อย เพียงแค่คำแรกที่กัดลงไปคุณจะได้สัมผัสกับรสชาติที่นุ่มลิ้นราวกับหิมะ ด้วยวัตถุดิบหลักจากนมฮอกไกโดคุณภาพดีและความหวานที่ไม่มากจนเกินไปเคลือบด้วยครีมนมละมุนลิ้น

ที่ร้าน Le Tao นอกจากจะมี Double Fromage เป็นเมนูยอดฮิตแล้วยังมีเมนูอื่นๆ ให้ได้ลิ้มลอง อาทิ Royale Montagne, Chocolate Double, Biscuit au Fromage และขนมอื่นๆ อีกมากมาย

ราคา: ขนาด 12 เซนติเมตรราคา ¥ 1,728

หาได้จาก: ร้าน Le TAO ทั่วเมืองโอตารุ เวลาเปิดปิดแล้วแต่สาขา

Photo from Official www.letao.jp

 

▌4. Jaga Pokkuru

หากจะพูดถึงชื่อ Jaga Pokkuru สำหรับคนทั่วไปก็อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูกันสักเท่าไหร่ แต่หากบอกว่าขนมยี่ห้อคาลบี้ (Calbee) คงพอจะร้องอ๋อกันขึ้นมาบ้าง สำหรับ Jaga Pokkuru นั้นคืออีกหนึ่งผลิตภัณฑ์โดดเด่นของคาลบี้ บริษัทใหญ่เจ้าของตลาดขนมขบเคี้ยวขึ้นชื่อของประเทศญี่ปุ่น

Jaga Pokkuru เป็นมันฝรั่งแท่งทอดกรอบหนึ่งในรายการของฝากยอดนิยมจากฮอกไกโด ด้วยรสชาติแสนอร่อยเคี้ยวเพลินและเนื้อสัมผัสกรอบนอกนุ่มในให้ความรู้สึกถึงความเป็นมันฝรั่งแท้ๆ ทำมาจากมันฝรั่งจากฮอกไกโดทั้งหมดเนื่องด้วยกระบวนการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวที่มีคุณภาพสูงจึงทำให้ได้มันฝรั่งที่มีรสชาติดีผสมกับเกลือคั่วจาก Okhotsk ช่วยเพิ่มความกลมกล่อมให้กับ Jaga Pokkuru มากยิ่งขึ้น

ราคา: ¥ 840

หาได้จาก: ร้านค้าทั่วไปหรือสนามบินในฮอกไกโดเท่านั้น

photos by あばさー from commons.wikimedia.org/wiki/File:Jaga_Pokkuru_01.JPG( cc by public domain)

 

▌5. Ryugetsu Sanpouroku

Sanpouroku หรือขนมบามคูเฮน (Baumkuchen) เค้กสไตล์เยอรมันที่มีหลายชั้นเหมือนวงปีในเนื้อไม้ ซึ่ง Sanpouroku นับเป็นขนมขึ้นชื่อของฮอคไกโด เริ่มจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 1965 มีที่มาจากวิธีการตัดไม้ในยุคสร้างเมืองในอดีต ซึ่งชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าวงปีนั้นหมายถึงความเจริญงอกงาม มั่นคงและยั่งยืนเหมือนต้นไม้นั่นเอง

Ryugetsu Sanpouroku มีจำหน่ายด้วยกัน 3 รสคือ ธรรมดา, เมเปิ้ลและช็อคโกแลต มีให้เลือกทั้งขนาดธรรมดาและแบบที่ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ รสที่ขายดีที่สุดคือช็อคโกแลต ซึ่งทำมาจากช็อคโกแลตนมและไวท์ช็อคโกแลต ตัวเค้กให้ลักษณะเหมือนเปลือกต้นเบิร์ชสีขาว มีส่วนผสมของแป้งจาก Tokachi และใช้เนยกับน้ำตาลและไข่จากฮอกไกโดเป็นส่วนผสมหลัก

ความพิเศษของ Sanpouroku ของ Ryugetsu คือผิวเค้กด้านนอกที่เคลือบช็อคโกแลตมีลักษณะกรอบและเนื้อเค้กด้านในฟูนิ่มและมีรสหวานฉ่ำลิ้น

ราคา: Sanporoku 2 ชิ้นราคา ¥ 1,385

หาได้จาก:

  • สาขาหลัก: 8-15 Odoriminami, Obihiro-shi, Hokkaido
  • สาขา Sweetpia Garden Shop: 18-2 Nishi 9-sen Shimo-otofuke Kita, Kato-gun,Otofuke-cho, Hokkaido

photos by 欅 (Keyaki) from commons.wikimedia.org/wiki/File:Ryugetsu_Sanpouroku_chocolat_flavor.jpg( cc by 3.0)

 

▌6. Shiroi Koibito

Shiroi Koibito คุกกี้สอดไส้ช็อคโกแลตสไตล์ยุโรปของที่ระลึกสุดฮิตจากฮอกไกโดซึ่งไม่ใช่แค่ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นแต่ยังได้รับความนิยมจากต่างประเทศอีกด้วย เพียงเมื่อกัดเข้าไปก็จะพบกับความกรุบกรอบจากแผ่นคุกกี้เนยชั้นนอกและความเข้มข้นจากช็อคโกแลตแท้และความหอมหวานที่อบอวลอยู่ในปาก

เคล็ดลับของ Shiroi Koibito คือกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพและการเลือกใช้วัตถุดิบจากฮอกไกโดทั้งหมด ขนมที่ได้จึงมีความสดใหม่รสชาติอร่อยอีกทั้งยังมีราคาไม่แพงและขนาดกะทัดรัดน้ำหนักเบาเหมาะแก่การหาซื้อเป็นของฝาก

ราคา: ¥ 576 – 3,806 ขึ้นอยู่กับแต่ละขนาด

หาได้จาก: ร้านขายของที่ระลึกในฮอกไกโดและสนามบินนานาชาติโตเกียว

photos by Yusuke Kawasaki from flickr.com/photos/u-suke/2186836577( cc by 2.0)

 

ไอเดีย ของดี ทีเด็ด น่าซื้อจากฮอกไกโดยังมีอีกมาก ตามไปอ่านกันต่อได้ตามลิงค์นี้เลย

รวม 22 ของฝากน่าซื้อจากฮอกไกโด[/link]

 

 

 

พักที่ไหนดีในซัปโปโร

ที่พักในเมืองหลักซัปโปโร มีให้เลือกมากมายหลากหลายทำเล แต่ที่เด่นๆก็จะมีตามสถานีใหญ่ๆ เช่น Sapporo และ Odori เช่นตัวอย่างตามโรงแรมเหล่านี้

 

▌1. Sapporo international youth hostel

โรงแรมกึ่งโฮสเทลแห่งนี้ เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “บ้านพักเยาวชนซัปโปโร” ถึงแม้จะมีชื่อเรียกว่าเป็นโฮสเทล แต่บรรยากาศทั้งภายนอกและภายในกลับเหมือนโรงแรมมากกว่า เพราะภายในมีการแบ่งห้องออกเป็น Single Room, Twin Room และ Family Room แต่ส่วนที่เหมือนโฮสเทลคือห้องน้ำรวมที่สะอาดจนแทบไม่มีที่ติ และยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เช่น อาหารเช้า (หากต้องการ เพิ่มเงินอีก 680 เยน) Wifi , อ่างอาบน้ำ, ล็อกเกอร์เก็บของ เป็นต้น ราคาเริ่มต้นประมาณ 3,000 เยนต่อคนต่อคืน ใกล้สถานี Gakuen-Mae เพียงเดินแค่ 3 นาที เช็คราคาที่ Agoda.com หรือ Booking.com

 

 

▌2. Toyoko Inn

เป็นโรงแรมสไตล์บิสิเนสโฮเทล ฮอตฮิตของญี่ปุ่น เปิดจองออนไลน์เมื่อไร ก็เต็มทุกครั้ง เนื่องจากอยู่ติดกับสถานีรถไฟ JR ซัปโปโรเลย (มีหลายสาขาในเมืองซัปโปโร การบริการเหมือนกันทุกอย่าง) หากสมัครเป็นสมาชิก ก็จะได้รับโปรโมชั่นพิเศษต่าง ๆ เช่น พัก 10 คืน แถมฟรี 1 คืน อาหารเช้าฟรี พักเกิน 2 คืนขึ้นไปแบบไม่เปลี่ยนผ้าเช็ดตัว ลดราคาห้อง 10-15% นอกจากนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นบริการรับฝากกระเป๋า ฟรี Wifi ในราคาเพียงคืนละ 5,000 – 7,000 เยนเท่านั้น แนะสาขาที่ Toyoko Inn Hokkaido Sapporo-eki Nishi-guchi Hokudai Mae เช็คราคาที่ Agoda.com หรือ Booking.com

 

 

▌3. Kaiko Sapporo Nakajima Koen Hotel

เป็นโรงแรมน่ารักๆ ที่มีการตกแต่งห้องอย่างอบอุ่น มีให้เลือกทั้งแบบ Single Room และ Twin Room อยู่ไม่ไกลจากสถานี Nakajima Koen มากนัก ภายในมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน เช่น โต๊ะเขียนหนังสือ ล็อคเกอร์เก็บของ Wifi ในราคาเริ่มต้นประมาณ 3,000 เยนต่อคนต่อคืน ซึ่งก็บอกเลยว่าใครที่ต้องการห้องพักในราคาสบายๆ แต่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างน่าประทับใจ ก็ต้องเลือกพักที่นี่กันเลย เช็คราคาที่ Agoda.com หรือ Booking.com

 

 

 

แผนที่ต่างๆสำหรับเที่ยวฮอกไกโด

แจกฟรี แผนที่เที่ยวทั่วทั้งเกาะ ฮอกไกโด และรถไฟแบบต่างๆในเมืองซัปโปโร โหลดติดเอาไว้ก่อน จะได้ไม่หลง

free-hokkaido-map

free-hokkaido-map

ดาวน์โหลดที่นี่: รวมสถานที่ท่องเที่ยวเกาะฮอกไกโด

ดาวน์โหลดที่นี่: แผนที่เที่ยวบริเวณ ตัวเมืองซัปโปโร(Sapporo)

 

ดาวน์โหลดที่นี่: แผนที่สถานที่ท่องเที่ยว รอบๆเมืองซัปโปโร(Sapporo)

 

 

 

แพลนเที่ยวฮอกไกโดแนะนำ

เราขอแนะนำโปรแกรมตะลอนเที่ยวฮอกไกโด 6 วัน 5 คืน แบบเน้นเก็บให้ครบที่ฮิต โดยจะเน้นเฉพาะตอนใต้และตอนกลางของเกาะที่เดินทางได้ง่ายและสะดวกเท่านั้น เพื่อที่มือใหม่หรือคนที่เคยไปครั้งแรกจะได้ไม่ต้องปวดหัวเรื่องการเดินทางมากนัก รวมทั้งโปรแกรมเที่ยวฮอกไกโดนี้ก็จะไม่ได้จัดแบบแน่นมาก จะได้มีเวลาเที่ยวแบบช้าๆลงได้ซักนิด หลงได้ซักหน่อย มาเที่ยวเองทั้งทีจะไปชะโงกแบบทัวร์ก็กระไรอยู่ แต่ถ้าใครฟิตจัด จะอัดโปรแกรมเพิ่มจากนี้ก็ย่อมได้

 

▌วันที่ 1

ช่วงเช้า : เริ่มจากการเดินทางออกจากประเทศไทย โดยสายการบินที่ท่านจองไว้ (บางสายการบินอาจจะบินตรง แต่บางที่ก็อาจจะต้องไปต่อเครื่องอีก) คะเนว่าเครื่องบินน่าจะถึงสนามบิน New Chitose ช่วงเช้า เวลา 07.00 – 09.30 น. จากนั้นนั่งรถไฟ JR ไปเปลี่ยนสายที่สถานี Minami-Chitose เพื่อไปลงที่สถานี Hakodate ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง จะถึง Hakodate ประมาณ 12.00 – 13.00 น. เพิ่งมาถึงวันแรกกำลังฟิต ต้องเที่ยวหนักหน่อย

Photo by elminium from flickr.com/photos/lumen850/5458050013/ [CC by 2.0]

ช่วงบ่าย : ชมป้อมโงเรียวกาคุ หรือ ป้อมดาว 5 แฉก ป้อมปราการสมัยเอโดะที่ปัจจุบันเปิดให้เข้าชมในโซนที่ทำการผู้สำเร็จราชการที่อยู่ใจกลางป้อม และหอคอยที่จะทำให้เห็นทัศนียภาพรูปดาว 5 แฉกของป้อมอย่างชัดเจน โดยการนั่งรถรางสาย 2 หรือ สาย 5 ไปลงที่ Goryokaku Koen Mae แล้วเดินต่อไปทางทิศเหนืออีก 750 เมตร

Photo by Jow from flickr.com/photos/[email protected]/15711794480/ [CC by-nd 2.0]

พอบ่ายแก่ๆหรือเย็นๆ ให้ไปชมวิวภูเขาฮาโกดาเตะ หนึ่งในสามจุดชมวิวกลางคืนที่สวยที่สุดในประเทศญี่ปุ่น โดยการนั่งรถประจำทางจากสถานี Hakodate ไปที่ยอดเขาได้เลย (ใช้เวลาประมาณ 30 นาที)

เมื่อเดินชมป้อมโงเรียวกาคุ และชมวิวที่ภูเขาฮาโกะดาเตะเรียบร้อยแล้ว ก็จะเป็นเวลาเย็นพอดี ขอแนะนำให้มาช้อปปิ้ง และทานอาหารเย็นที่โกดังอิฐแดงคาเนะโมริ จะให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในยุคดั้งเดิมของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก อิ่มหนำสำราญจนหมดแรงก็กลับเข้าที่พักใน Hakodate ค้าง 1 คืน ก่อนที่จะตะลุยวันต่อไปได้เลย

 

▌วันที่ 2

Photo by sodai gomi from flickr.com/photos/sodaigomi/28970937875/ [CC by 2.0]

ช่วงเช้า : เดินชมตลาดเช้า Hakodate Morning Market เพื่อทานอาหารทะเลสดใหม่ เมนูแนะนำของตลาดแห่งนี้ คือ อูนิอิคุระดงบุริ หรือข้าวหน้าหอยเม่นทะเลและไข่ปลาแซลมอน หรือจะลองไปตกหมึกแบบสด ๆ แล้วประกอบอาหารตรงนั้นเลยก็ได้ ตลาดอยู่ไม่ไกลจาก สถานี Hakodate มากนัก เพียงแค่เดินไปทางขวา แล้วข้ามถนนไปก็ถึงแล้ว จากนั้นก็เช็คเอ้าท์ออกจากที่พัก เดินทางต่อไปซัปโปโร โดยการนั่งรถไฟ JR ไปลงที่สถานีซัปโปโร ใช้เวลาประมาณ 3.5 ชั่วโมง (ควรจะถึงประมาณ 12.00 – 13.00 น. จะดีที่สุด) เมื่อไปถึงแล้วให้ฝากกระเป๋าไว้ที่สถานีรถไฟ Sapporo กันก่อน

Photo by MIKI Yoshihito from flickr.com/photos/mujitra/8346369496 [CC by 2.0]

ช่วงบ่าย : เดินทางไปเที่ยวเมืองออนเซนที่ โจซังเคออนเซ็น ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ห้องนั่งเล่นแห่งซัปโปโร” เนื่องจากมีทิวทัศน์เบื้องหลังที่สวยงาม ด้วยการนั่งรถบัสหมายเลข 7 หรือหมายเลข 8 จากสถานี Sapporo Station Bus Terminal มาลงที่ Jozankei Onsen ใช้เวลาประมาณ 1.15 ชั่วโมง

ย่านทะนุกิโคจิ

photos by Wing1990hk from commons.wikimedia.org/wiki/File:Tanuki_Koji_Shopping_Arcade_Shops_201406.jpg(cc by 3.0)

ช่วงเย็น : เมื่อเดินเล่นหรือแช่ตัวจนสบายตัวแล้ว ก็กลับมาพักผ่อนที่ซัปโปโรโดยการนั่งรถประจำทางกลับมาเช่นเดิม แล้วไปช้อปปิ้งที่ ย่านทานูคิโคจิ ด้วยการนั่งรถไฟใต้ดินสาย Namboku มาลงที่สถานี Susukino เดินออกไปทางออก 1 จนกว่าจะเจอซุ้มประตูรูปนกเพนกวิน เมื่อเดินจนเหนื่อยแล้ว ก็มาทานราเม็งที่ ซูซูกิโนะ ที่อยู่ไม่ไกลจากทานูคิโคจิมากนัก อิ่มแล้วก็ค้างคืนที่ซัปโปโร 1 คืน

 

 

▌วันที่ 3

ย่านจัตุรัสและ-พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี

photos by 663highland from commons.wikimedia.org/wiki/File:Marchen_Crossing_Otaru03s5.jpg(cc by 3.0)

Photo by Janne Moren from flickr.com/photos/jannem/4285832199/ [CC by-sa 2.0]

ช่วงเช้า-บ่าย : เดินทางไปท่องเที่ยวที่เมืองโอตารุ อดีตเมืองท่าเล็ก ๆ ที่ยังคงเสน่ห์ความเป็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ด้วยการนั่งรถไฟ JR จากสถานีซัปโปโร มาลงที่สถานีโอตารุเลย (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง) ชมวิวริมคลองโอตารุ ที่เต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ และร้านอาหารญี่ปุ่น ท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติก น่าจะเดินเที่ยวเล่นได้ตั้งแต่สายๆไปจนถึงบ่ายคล้อย ก็จะเริ่มมีถนนช้อปปิ้งเล็ก ๆ ที่ชื่อซาไกมาจิ เหมาะสำหรับการเดินหาอาหารทะเลสดใหม่ หรือจะเลือกซื้อเครื่องแก้วที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองน่ารักแห่งนี้กลับไปเป็นของฝากก็เป็นความคิดที่ดี

ช่วงเย็น : เดินทางกลับมาที่ซัปโปโร ค้าง 1 คืน ถ้ายังมีเวลาว่างพอก็แนะนำให้มาเดินเล่นที่ ย่านสถานีรถไฟ JR Sapporo เพื่อซื้อของเล็กน้อยจากห้างสรรพสินค้าชื่อดังในย่านนี้

 

▌วันที่ 4

วันนี้มี Option ให้เลือกคือ ถ้าไปช่วงที่มีดอกไม้บานเต็มที่ก็แนะนำให้ไปที่เมือง Furano – Biei แต่ถ้าไม่ใช่ แนะนำไปที่ เมือง Noboribetsu

เที่ยวช่วงดอกไม้บาน เที่ยว Furano-Biei: 

Photo by Yoshiki from flickr.com/photos/e29616/1028397369/ [CC by 2.0]

ช่วงเช้า : เดินทางไปที่เมืองฟูราโน่ เพื่อชมทุ่งดอกไม้ ด้วยการนั่งรถไฟไปลงที่สถานี Kimifurano แล้วเดินต่อขึ้นไปบนเนินเขา หากไม่สะดวกจริง ๆ สามารถนั่งแท็กซี่ต่อขึ้นไปได้ ใช้เวลาประมาณ 5 นาที ก็จะเจอทุ่งดอกไม้ที่มีความสวยงามสุดลูกหูลูกตา มีฉากหลังเป็นเทือกเขาโทชิ จะเดินเล่น หรือจะนั่งรถแทร็กเตอร์ไปตามทุ่งเพื่อชื่นชมความงามก็แล้วแต่ความชื่นชอบ

Photo by Tetsuji Sakakibara from flickr.com/photos/tetsuji0105/22038116161/ [CC by-sa 2.0]

ช่วงบ่าย : เดินทางต่อไปที่สระอะโออิเคะ หรือสระน้ำสีฟ้า ด้วยการนั่งรถไฟจากสถานี Kimifurano ไปยังสถานี Biei แล้วโดยสารรถบัสไปลง Shirogane Aoiike Iriguchi ก็จะพบสระน้ำสีฟ้าสว่างสดใสที่เกิดจากแร่ธาตุบางชนิดจากภูเขาไฟ (โปรแกรมนี้สามารถตัดออกได้ หากรู้สึกว่าเหนื่อยหรือเพลียมากแล้ว) เมื่อเที่ยวครบ ก็เดินทางกลับมาซัปโปโร ค้างอีก 1 คืน

 

เที่ยวช่วงอื่นๆ เที่ยวเมืองออนเซน Noboribetsu: 

Source: Noboribetsu Onsen Dai-ichi Takimotokan from agoda.com/th-th/noboribetsu-onsen-dai-ichi-takimotokan/hotel/noboribetsu-jp.html

ช่วงเช้า – บ่าย : เดินทางไปเที่ยวชมย่านบ่อน้ำร้อนโนโบริเบทสึ ที่ว่ากันว่าเป็นบ่อน้ำร้อนที่มีชื่อเสียงที่สุดในฮอกไกโด เนื่องจากมีบ่อน้ำร้อนที่มีแร่ธาตุต่างกันถึง 11 ชนิด โดยการนั่งรถไฟ JR มาลงที่สถานี Noboribetsu แล้วต่อด้วยรถบัสประจำทางมาลงที่ Noboribetsu Onsen จะลงแช่ออนเซ็นสักพัก หรือจะเดินถ่ายรูปเล่นอย่างเดียวก็ได้ตามความต้องการ จากนั้นให้เดินต่อไปทางทิศเหนือ ก็จะเจอหุบเขานรกจิโงคุดานิ หุบเขาสุดงมงามตามธรรมชาติ ที่เป็นแหล่งต้นน้ำของบ่อนำร้อนโนโบริเบทสึ บริเวณหุบเขาแห่งนี้ เคยถูกใช้เป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง “แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว” อีกด้วย

ช่วงเย็น-ค่ำ : ให้เลือกกลับไปย่านที่เราชอบของซัปโปโรอีกทีได้ เช่น ย่าน Susukino, Odori, Tanuki, หรือ สถานี Sapporo เพราะเชื่อว่าน่าจะยังเดินกันไม่ครบ

 

▌วันที่ 5

ช่วงเช้า + ช่วงบ่าย : ปิดท้ายก่อนที่จะกลับประเทศไทย ด้วยการท่องเที่ยวในซัปโปโรให้ทั่ว โดยที่คุณสามารถเลือกเองได้ว่าจะไปที่ไหนบ้าง ซึ่งเราก็ได้ลิสต์ที่เด็ด ๆ มาไว้ดังต่อไปนี้

Photo by Lionel Leong from flickr.com/photos/lionel-arts/26380528716/ [CC by-sa 2.0]

ไปทัวร์โรงงานช็อคโกแล็ต (Shiroi Koibito) ใครที่ชอบของหวาน โดยเฉพาะคุกกี้เนยไส้ไวท์ช็อคโกแลตที่เป็นของขึ้นชื่อฮอกไกโด ก็อยากแนะนำให้ลองมาทัวร์โรงงานช็อคโกแลตชิโอริ โคอิบิโตะดูสักครั้ง เพราะคุณจะได้เห็นวิธีการทำคุกกี้สุดอร่อยทุกขั้นตอน และยังได้ซื้อขนมหวานชนิดอื่น ๆ ในราคาพิเศษกลับไปลองทานอีกด้วย การเดินทางเริ่มต้นจากสถานี Odori แล้วต่อด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินสาย Tozai ไปลงที่สถานี Miyanosawa แล้วเดินไปอีก 10 นาทีก็จะถึงโรงงานช็อคโกแลตแห่งนี้

Photo by 利用者:Haseyu- from commons.wikimedia.org/wiki/File:View_of_Sapporo_TV_Tower_from_Odori_Park(2011).JPG [CC by 0.0]

แวะเที่ยวที่ Sapporo TV Tower หอส่งสัญญาณโทรทัศน์ของเมืองซัปโปโร ที่มีความสูง 142.7 เมตร เพื่อชมวิวเมืองซัปโปโรในระดับความสูง 90 เมตร และถ้าโชคดีไปเจอช่วงที่มีการจัดเทศกาลอยู่พอดี ก็จะพบความคึกคักจากนักท่องเที่ยวและขบวนแห่ของงาน รวมทั้งเดินเล่นที่สวนสาธารณะด้านล่างของหอคอยนี้ด้วยเลย สามารถเดินทางได้ โดยนั่งรถไปมาลงที่สถานี Odori ทางออกหมายเลข 27 ใช้เวลาเดินต่อ 5 นาที

Photo by Toby Oxborrow from flickr.com/photos/oxborrow/52132266/ [CC by-sa 2.0]

ชม Sapporo Beer Museum พิพิธภัณฑ์เบียร์ที่โด่งดังที่สุดในญี่ปุ่น (และเบียร์ก็ขายดีที่สุดในญี่ปุ่นด้วย) ภายในมีประวัติความเป็นมาของเบียร์ยี่ห้อนี้ ขั้นตอนการผลิตเบียร์ และพิเศษสุดคือแจกเบียร์ให้ชิมฟรี ใครที่ชอบแนวนี้ สามารถเดินทางด้วยการนั่งรถไฟมาลงที่สถานี Odori แล้วต่อรถบัส Loop 88 Factory ก็จะถึงพิพิธภัณฑ์เลย

Photo by redlegsfan21 from flickr.com/photos/redlegsfan21/16735871442/ [CC by-sa 2.0]

ช่วงเย็น : นั่งกระเช้า ขึ้น เขาโมอิวะ(Moiwa) ที่เป็นภูเขาชื่อดังของเมืองซัปโปโรชมวิวเมืองกันซะหน่อย แนะนำให้ไปถึงยอดเขาก่อนจะมืดสนิทจะสวยงามที่สุด

เมื่อเที่ยวจนครบ ก็ค้างที่ซัปโปโร อีก 1 คืน ก่อนที่จะเตรียมตัวเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้

 

▌วันที่ 6

หากเดินทางกลับในเที่ยวบินรอบบ่าย ก็ขอแนะนำให้แวะไปเดินเล่นฆ่าเวลาที่ Rera Outlet Mall เอาท์เล็ทที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น โดยการนั่ง Shuttle Bus จากสนามบินไป ใช้เวลาในการเดินทางเพียง 10 นาทีเท่านั้น ก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศไทยอย่างสวัสดิภาพ

 

แพลนเที่ยวฮอกไกโดแบบเต็มอิ่ม 7 วัน 6 คืน

 

 

 

การเดินทางและตั๋วพาสต่างๆของฮอกไกโด

จากเมืองไทยไปเที่ยวฮอกไกโดมีทั้งเที่ยวบินตรงและแบบต่อเครื่องให้บริการอยู่หลายเจ้า ทั้งแบบ Full Service และแบบ Lowcost ราคาแตกต่างหลากหลายกันไปตั้งแต่ 1-3 หมื่นบาท โดยมักจะไปลงที่สนามบินนิวจิโตเสะ(New Chitose Airport)ที่อยู่ติดกับเมืองซัปโปโร ห่างกันประมาณ 50 กิโลเมตร มีรถไฟด่วนเชื่อมต่อระหว่างสนามบินกับเมืองซัปโปโร รวมถึงเมืองใหญ่ใกล้เคียงอื่นๆด้วย

ส่วนวิธีการเดินทางต่างๆภายในเกาะฮอกไกโดก็มีให้บริการมากพอๆกับเมืองอื่นๆของญี่ปุ่นแต่จะไม่ครอบคลุมพื้นที่เท่า และเพื่อความสะดวกสบายในการเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวฮอกไกโดและเมืองซัปโปโร ทางญี่ปุ่นได้มีการออกตั๋ว พาส ท่องเที่ยวและการเดินทางต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ใช้กันโดยเฉพาะ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับตั๋วและพาสต่างๆดังนี้

 

▌ตั๋ว JR Hokkaido Rail Pass

JR Hokkaido Rail Pass สามารถโดยสารรถไฟ JR (รวม limited express trains) และรถบัส JR ในภูมิภาคฮอกไกโดได้โดยไม่จำกัดครั้ง ตั๋วจำหน่ายแบบใช้งานติดต่อกัน 3 วัน 5 วัน 7 วัน และแบบยืดหยุ่น 4 วัน(ที่สามารถใช้วันไหนก็ได้ภายในระยะเวลา 10 วัน) เหมาะมากกับผู้ที่วางแผนเดินทางท่องเที่ยวเมืองต่างๆในฮอกไกโด นอกจากภายในเมืองซัปโปโร

  • ตั๋ว 3 วัน แบบต่อเนื่อง ผู้ใหญ่ราคา 16,500 เยน เด็กราคา 8,250 เยน
  • ตั๋ว 5 วัน แบบต่อเนื่อง ผู้ใหญ่ราคา 22,000 เยน เด็กราคา 11,000 เยน
  • ตั๋ว 7 วัน แบบต่อเนื่อง ผู้ใหญ่ราคา 24,000 เยน เด็กราคา 12,000 เยน
  • ตั๋ว 4 วัน แบบไม่ต่อเนื่อง (ใช้วันไหนก็ได้ภายในระยะเวลา 10 วัน) ผู้ใหญ่ราคา 22,000 เยน เด็กราคา 11,000 เยน

 

▌JR East-South Hokkaido Rail Pass

บัตรที่ใช้เดินทางได้ทั่วทั้งภูมิภาคคันโตตั้งแต่โตเกียวไปจนถึงเกาะฮอกไกโดตอนใต้ สามารถใช้นั่งรถไฟสาย JR Hokkaido Lines และ JR East Lines ได้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังสามารถรถไฟได้ตั้งแต่สนามบินนาริตะ (Narita Airport), สนามบินฮาเนดะ Haneda Airport และสนามบินนิวชิโตเสะ (New Chitose Airport) ได้ด้วย ครอบคลุมเมืองสำคัญหลายแหล่ง เช่น Tokyo, Sapporo, Aomori, Sendai และเมืองอื่นๆ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางใหม่เพราะจะมีการเปิดใช้งานรถไฟชิงคันเซนเพื่อข้ามไปยังฮอกไกโด พาสนี้จึงเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางในภูมิภาคคันโต(ทั่วกรุงโตเกียว) และนั่งข้ามเกาะไปยังฮอกไกโด

JR East-South Hokkaido Rail Pass มีให้เลือกแบบเดียว เป็นแบบยืดหยุ่น สามารถเลือกเดินทางได้ 6 วัน ไม่จำเป็นต้องต่อเนื่องกัน(เลือกใช้ได้ 6 วัน จาก 14 วัน) ผู้ใหญ่ ราคา 26,000 เยน / เด็ก 13,000 เยน

 

▌JR Tohoku-South Hokkaido Rail Pass

JR Tohoku-South Hokkaido Rail Pass เป็นพาสใหม่ล่าสุด ที่ใช้เดินทางจากได้จากตอนใต้ของเกาะฮอกไกโด กับภูมิภาค Tohoku ที่มีเมืองดังเช่น เซนได

JR Tohoku-South Hokkaido Rail Pass เป็นพาสใหม่ล่าสุด มีให้เลือกแบบเดียว เป็นแบบยืดหยุ่น สามารถเลือกเดินทางได้ 6 วัน ไม่จำเป็นต้องต่อเนื่องกัน(เลือกใช้ได้ 6 วัน จาก 14 วัน) ผู้ใหญ่ ราคา 19,000 เยน / เด็ก 9,500 เยน

▌2. ตั๋ว พาส ท่องเที่ยวและเดินทางของซัปโปโร

ที่นิยมกันจะมีอยู่ 3 แบบหลักๆดังนี้

 

▌2.1 ตั๋วแบบใช้ครั้งเดียว

ตั๋วแบบใช้ครั้งเดียว ตั๋วชนิดนี้จะใช้สำหรับการเดินทางเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งหากต้องการเดินทางต่อก็จะต้องซื้อตั๋วใหม่นั่นเอง ทั้งยังมีการกำหนดปลายทางที่แน่นอน กล่าวคือจองตั๋วไปลงที่ไหน ก็จะต้องลงที่สถานีนั้น โดยจะมีราคาเริ่มต้นที่ 200 เยน

 

▌2.2 ตั๋วแบบเหมา 1 วัน ใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

ตั๋วแบบเหมา 1 วัน ตั๋วชนิดนี้จะใช้สำหรับการเดินทางใน 1 วัน อย่างไม่จำกัด กล่าวคือแค่ซื้อตั๋วเพียงครั้งเดียวก็สามารถเดินทางไปได้ทุกที่ตามเส้นทางที่รถไฟวิ่งผ่าน โดยมีตั๋วทั้งหมด 3 ประเภทดังนี้

ประเภทที่ 1 = Subway 1-Day Card ใช้ได้กับรถไฟใต้ดินของซัปโปโรทั้ง 3 สาย ในราคา 830 เยน และใช้ได้เฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น

ประเภทที่ 2 = Donichika Ticket ใช้ได้กับรถไฟใต้ดินของซัปโปโรทั้ง 3 สาย ในราคา 520 เยน โดยจะใช้ได้เฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ วันหยุดราชการและวันที่ 29 ธันวาคม – 3 มกราคม

ประเภทที่ 3 = Sapporo-Otaru Welcome Pass ใช้ได้กับการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินทั้ง 3 สาย และรถไฟ JR ระหว่าง Sapporo กับ Otaru ในราคา 1,700 เยน

 

▌2.3 ตั๋วแบบบัตรเติมเงิน

มีการใช้งานโดยเติมเงินเข้าไปในบัตร จากนั้นก็นำไปใช้โดยสารรถไฟหรือรถบัสได้จนกว่าเงินในบัตรจะหมด ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่จะเพิ่มความสะดวกในการใช้งานได้ดีทีเดียว โดยบัตรเติมเงินเพื่อท่องเที่ยวและเดินทางในซัปโปโรประเภทนี้ ก็แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ

ประเภทที่ 1 = Kitaca มีราคาเริ่มต้นที่ 2,000 เยน โดยจะใช้ในการโดยสารรถไฟ JR รถรางซัปโปโร รถไฟใต้ดินซัปโปโรและรถบัสซัปโปโร แถมยังสามารถนำไปใช้ในเมืองใหญ่ๆ ของญี่ปุ่นได้อีกด้วย

ประเภทที่ 2 = Sapica เป็นบัตรโดยสารแบบเติมเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มีราคาเริ่มต้นที่ 2,000 เยน โดยจะใช้โดยสารรถไฟใต้ดิน รถรางและรถบัส JR Hokkaido Bus, Jotetsu และ Hokkaido Chuo Bus แถมยังมีการสะสมคะแนน 10% ของการใช้งานแต่ละครั้ง เพื่อนำไปใช้เป็นค่าเดินทางในครั้งต่อไปได้อีกด้วย

 

 

 

เรื่องอื่นๆที่ควรรู้เกี่ยวกับการเที่ยวฮอกไกโด

เรื่องงอื่นที่น่าสนใจ