/ Sponsored Article / 7 ขั้นตอนวางแผนการเดินทางเที่ยวญี่ปุ่นยังไงให้ ปัง ไม่แป้ก

7 ขั้นตอนวางแผนการเดินทางเที่ยวญี่ปุ่นยังไงให้ ปัง ไม่แป้ก

เชื่อว่าหลายๆคนที่ชื่นชอบประเทศยอดฮิตอย่างญี่ปุ่นนี่คงต้องคิดไว้ว่าอยากไปเที่ยวด้วยตัวเองซักครั้งใช่ไหมคะ บางคนที่ไม่เคยเที่ยวเองก็อาจจะกลัวยากบ้าง กลัวปัญหาบ้าง จนไม่กล้าหรือรีๆรอๆที่จะเที่ยวด้วยตัวเองอยู่ แต่จริงๆแล้วการเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองนี่ไม่ยากอย่างที่ใครหลายๆคนคิดเลยล่ะค่ะ เพียงแต่มันจะมีเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆที่จะทำให้การท่องเที่ยวนั้นง่ายอย่างกับปอกกล้วยเข้าปาก ครั้งนี้เราจึงได้มี 7 ขั้นตอนการวางแผนเที่ยวญี่ปุ่นยังไงให้มันง่ายและปังกว่าที่เคย

 

1. เลือกช่วงเวลาที่ต้องการไปเที่ยว

Photo by Spiegel from commons.wikimedia.org/wiki/File:Autumn_colours_on_Miyajima_Island_Japan.jpg [CC by 2.0]

เปิดมาอย่างแรกเลยเราจะต้องแพลนไว้เลยว่าอยากจะไปเที่ยวช่วงไหนของปีนะคะ นี่สำคัญมากๆเพราะจะเป็นการกำหนดแนวทางการท่องเที่ยวอื่นๆอีกเพียบ หลักๆเลยก็คงเป็นงบประมาณนี่เอง เพราะบางช่วงเรียกได้ว่าเป็นไฮซีซั่นในการท่องเที่ยวที่ทุกอย่างนี่เรียกด่าราคาจะดีดขึ้นกว่าเวลาปกติเอาเรื่องเชียวค่ะ หลักๆที่เป็นช่วงเวลายอดนิยมที่นักท่องเที่ยวฮิตมากๆอย่าง ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ตั้งแต่ประมาณเดือนมีนาคม จนถึงเมษายนนี่รับรองไปไหนมาไหนเจอคนไทยเพียบ เพราะช่วงนี้เค้าสวยจริงอะไรจริง ขนาดคนญี่ปุ่นเองเค้ายังจะไปชมตามจุดชมซากุระต่างๆเยอะมากๆ ซึ่งแน่นอนฮิตขนาดนี้ทุกอย่างจะแพงแน่ๆ จะว่าไปถ้ามีแพลนจะไปช่วงฤดูนี้ต้องจองยาวๆไม่งั้นอาจจะอดหลายๆอย่างได้ค่ะ

อีกช่วงนึงที่ก็ฮอตไม่แพ้กันอย่างฤดูใบไม้ร่วง ประมาณเดือนตุลาคมจนถึงพฤศจิกายน เนื่องจากช่วงนี้ก็จะสวยไปคนละแบบกับฤดูใบไม้ผลิ หากก็สวยไม่แพ้กันเลยนะคะ ยิ่งแหล่งท่องเที่ยวแนวธรรมชาติต่างๆมาช่วงนี้รับรองว่าสวยอย่างกับภาพวาด วิวต่างๆดูมีสีสันเต็มไปหมด มองไปที่ไหนก็จะเห็นใบไม้หลากสีทั้งส้ม แดง เหลือง ยิ่งถ้าไปเที่ยวแถบภูเขานี่บอกเลยว่าฟินขั้นเทพ ซึ่งทั้งสองช่วงที่คนนิยมกันอย่างนึงที่คล้ายๆกันก็คืออากาศจะเย็นๆไม่ร้อนไปไม่หนาวเกิน แต่ถ้าอยากไปช่วงที่คนไม่เยอะและงบไม่มาก แนะนำให้ไปช่วงฤดูร้อน ประมาณ มิถุนายน ไปจนถึง กันยายน แม้ว่าจะร้อนแต่ข้อดีก็เยอะนะคะ เช่น ราคาหลายๆอย่างทั้งตั๋วหรือที่พักที่จะถูกกว่าสองฤดูแรก แม้อากาศบางเดือนนี่จะร้อนประหนึ่งอยู่เมืองไทยไปบ้าง แต่ก็มีงานเทศกาลฤดูร้อนแจ่มๆเพียบทั่วญี่ปุ่น ที่สำคัญสายช็อปตัวจริงมาช่วงนี้รับรองว่าต้องติดใจ บอกเลยว่าฤดูร้อนนี่เรียกว่าเป็นฤดูเซลล์ที่แท้ทรู ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆเค้าลดกระหน่ำจนแทบจะต้องซื้อกระเป๋าเพิ่มเพื่อมาใส่ของที่ซื้อเลยล่ะค่ะ

 

 

2. เลือกสถานที่ที่อยากไป

Photo by Midori from commons.wikimedia.org/wiki/File:Lake_Kawaguchiko_Sakura_Mount_Fuji_4.JPG [CC by 2.0]

เมื่อรู้ว่าจะไปฤดูหรือช่วงเดือนไหนแล้วสิ่งที่ต้องรู้ให้ชัดๆก็คือเมืองที่จะไปนี่เองค่ะ เราต้องแพลนมาเลยว่าอยากไปที่ไหนเป็นพิเศษรึเปล่า อย่างถ้าอยากไปโตเกียว ดิสนีย์แลนด์(Tokyo Disneyland)นี่ก็ต้องปักหมุดเที่ยวเมืองโตเกียวและเมืองใกล้ๆเป็นหลัก เพราะการเดินทางมันจะสะดวกสุดแล้ว แถมโตเกียวนี่เป็นเมืองใหญ่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆครบ ระบบขนส่งสะดวกทำให้การเดินทางไปไหนมาไหนง่ายมากๆ แต่ถ้าอยากจะไปยูนิเวิร์ลซัล สตูดิโอ (universal studio) ก็คงต้องเปลี่ยนไปปักหลักอยู่ที่เมืองโอซาก้าแทน ซึ่งที่นี่นอกจากแหล่งท่องเที่ยวจะแจ่มแล้วนั้น สิ่งขึ้นชื่อของโอซาก้าเลยก็เป็นอาหารนี่เองค่ะ เมนูอาหารท้องถิ่นแต่ละอย่างมันดีงามจริงๆ ถ้าหากไม่ได้อยากไปแนวสวนสนุกอยากไปชมวัดหรือศาลเจ้าก็ต้องไปเมืองเกียวโตค่ะ เนื่องจากขึ้นชื่อเลยว่าเป็นเมืองมรดกโลกแห่งญี่ปุ่น ทั้งวัดและศาลเจ้านี่เยอะมากๆ ดังนั้นการที่เรามีสิ่งที่อยากจะไปในดวงใจแน่ๆแล้วก็จะทำให้มันง่ายต่อการแพลนจองอื่นๆตามมาอีกเพียบก็ว่าได้ค่ะ ซึ่งเมื่อได้เมืองมาแล้ว เราก็จะรู้ว่าเราควรจะไปลงที่สนามบินไหน

 

 

3. หาตั๋วเครื่องบิน

Photo by lasta29 from https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Japan_Air_Lines,_JL816,_Boeing_787-8_Dreamliner,_JA821J,_Arrived_from_Taipei,_Kansai_Airport_(17186364062).jpg [CC by 2.0]

พอลงหลักปักหมุดแล้วว่าเที่ยวที่ไหน เมืองอะไรบ้าง ต่อมาอีกจุดที่ถือว่าสำคัญมากๆทั้งกับแพลนการเที่ยวและงบประมาณนั่นก็คือการจองตั๋วเครื่องบินนั่นเองค่ะ เพราะเราจะได้รู้ว่าจะจองไปลงเมืองไหนทั้งไปและกลับ  อย่างถ้าปักหมุดแล้วว่าจะเที่ยวโตเกียวเป็นหลักก็จะลงที่สนามบินนาริตะ  แต่ถ้าอยากไปเที่ยวแถวๆจังหวัดโอซาก้าหรือเกียวโต ก็จะลงที่สนามบินคันไซ การหาตั๋วราคาถูกก็เป็นส่วนสำคัญในการกำหนดงบประมาณการท่องเที่ยวได้ดีนะคะ ซึ่งปัจจุบันนี้แต่ละสายการบินการแข่งขันดุเดือดมากๆ แต่ละช่วงโปรโมชั่นที่ออกมาพาให้มือไม้อ่อนไปหมด เอาจริงๆถ้าถูกหน่อยอาจจะต้องแวะต่อเครื่อง ซึ่งก็เหมาะกับคนที่อยากหาที่แวะเที่ยวเพิ่มเติมหรืออยากได้ราคาถูก แต่ถ้าอยากนอนยาวๆบินตรงคือคำตอบสุดท้าย แม้ว่าการบินตรงอาจจะราคาแพงกว่าอยู่บ้าง

 

 

4. เลือกประกันการเดินทาง

ประกันการเดินทางมักจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้คนมักจะมองข้าม เพราะมันเป็นของที่ไม่อยากใช้ เพราะไปเที่ยวคงไม่มีใครอยากจะคิดว่าตัวเองจะเกิดอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยให้เสียเวลา เสียอารมณ์กันหรอก แต่ถ้าเกิดฉุกเฉินต้องใช้ขึ้นมาจริงๆล่ะก็ เจ้าประกันการเดินทางจะช่วยเซฟค่าใช้จ่ายของคุณไปได้อย่างมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะใครที่ไปเป็นครอบครัวมีผู้สูงอายุหรือเด็กๆไปด้วยก็ยิ่งควรมีไว้ให้อุ่นใจ และถ้าจะไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น เราก็ควรจะมีประกันที่มีบริษัทแม่อยู่ที่นู่นเลย รวมทั้งบริษัทลูกที่ไทยด้วย จะทำให้การติดต่อประสานงานนั้นราบรื่นมากขึ้น

ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้เราแนะนำให้ใช้บริการประกันภัยเจ้าดังของญี่ปุ่น อย่าง SOMPO เพราะมีประสบการณ์มายาวนาน ยิ่งไปญี่ปุ่น ยิ่งอยากแนะนำให้ซื้อกับ SOMPO เพราะ SOMPO มีบริการพิเศษ ในฐานะเป็นเจ้าถิ่น ไม่ต้องสำรองจ่ายได้ทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก มีแพคเกจหลากหลายแบบให้เลือก คุ้มครองตั้งแต่อายุ 1-75 ปี หากเกิดเหตุสามารถโทรไปที่เบอร์ +662-205-7775 ได้ตลอด 24 ชม. โดยจะมีทีมคอยประสานงานกับโรงพยาบาลที่ญี่ปุ่นให้ แถมยังไม่ต้องสำรองจ่ายเงินอีกด้วยสบายใจ 2 ต่อเลยทีเดียว

เหตุผลสำคัญอีกเรื่องก็คือ ค่าประกันภัยเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายตลอดทริปแล้ว ถือว่าถูกมากๆๆๆ ถูกกว่าค่า SIM internet ด้วยซ้ำ อย่างในรูปที่แนบให้ดู คือราคาเริ่มต้นสำหรับหนึ่งคนไป 5 วัน แค่สามร้อยกว่าบาทเอง แต่คุ้มครองเราทุกอย่างโดยทั่วไปแนะนำแค่แพคเกจ A หรือแบบถูกสุดก็ดูจะเพียงพอแล้ว เพราะครอบคลุมค่าใช้จ่ายสูงถึงสองล้านบาท พร้อมกรณีอื่นๆอีกมากมาย ที่น่าสนใจเช่น การประกันกระเป๋าสัมภาระหรือของใช้ส่วนตัวของเราอีก 5,000 บาทต่อชิ้น ซึ่งตรงนี้หลายๆคนคงเคยเห็นหรือผ่านตาเรื่องกระเป๋าพังของหายเยอะแยะมากมายทางโซเชี่ยลกันอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังรวมกรณีเครื่องบินดีเลย์จนถึงโดนเทเลยอีกหนึ่งหมื่นบาทด้วย

ใครสนใจเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลยจ้า https://traveljoy.sompo.co.th/

พิเศษสุดสำหรับแฟนเพจ TALONJAPAN 

*** รับส่วนลดพิเศษเพิ่มอีก 10% กรอกโค้ดนี้ได้เลย TALONJAPAN10 ***

ใช้ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 ม.ค. 62 เลย หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม m.me/SompoThailand

 

 

5. หาพาสที่เหมาะกับการเดินทาง

Photo by fletcherjcm from flickr.com/photos/maryandjc/4985771225 [CC by-sa 3.0]

พอได้สถานที่ และเมืองที่เราต้องการแล้ว และมีตั๋วเครื่องบินอยู่ในมือแล้วนั้น สิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันนั่นก็คือการเดินทางเที่ยวใช่ไหมคะ ซึ่งในญี่ปุ่นเค้าก็จะมีตั๋วหรือพาสตามแถบต่างๆให้เลือกตามสไตล์การเดินทางและแถบที่เราจะไป ว่าอันไหนเหมะกับเราอันไหนประหยัดสุด อย่างถ้ามีแพลนจะเที่ยวโตเกียวแล้วคิดว่าเที่ยวเยอะก็อาจจะเลือกซื้อ Tokyo Wide Pass ที่ทั้งราคาไมพงอีกทั้งครอบคลุมการท่องเที่ยวในโตเกียวไว้อย่างครบครัน รวมทั้งยังมีส่วนลดต่างๆในบางสถานที่อีกด้วยนะคะ แต่ถ้าจะเที่ยวโอซาก้าเป็นหลักแล้วล่ะก็ แนะนำให้ซื้อพาส Osaka Amazing Pass พาสที่คุ้มค่ามากที่สุดสำหรับการท่องเที่ยวเมืองโอซาก้า ใช้ได้ทั้งรถไฟ รถราง และรถบัสแบบไม่จำกัดเที่ยว โดยการซื้อพาสนั้นนอกจากจะต้องคำนึงถึงเมืองที่เที่ยวแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่ก็สำคัญไม่แพ้กันนั่นก็คือจำนวนวันท่องเที่ยวค่ะ ฉะนั้นเลือกให้ดีดูให้เหมาะจะทำให้เราประหยัดได้เยอะเชียวล่ะค่ะ

 

 

6. เลือกโรงแรมที่จะทำให้เราเดินทางสะดวก สะอาด ปลอดภัย

อีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นหัวใจของการเดินทางเลยก็คือ การเลือกที่พักค่ะ เพราะที่พักก็เป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะกำหนดงบท่องเที่ยวและความสะดวกในการไปแหล่งท่องเที่ยวต่างๆของเราได้นะคะ อย่างแรกเราจะต้องรู้ก่อนว่าเราจะไปเที่ยวที่ไหนบ้านเพื่อเลือกย่านที่พัก โดยที่พักในญี่ปุ่นก็มีหลายระดับและยังมีอีกหลายประเภท ตั้งแต่โรงแรมทั่วไป โฮสเทล และเรียวกัง การเลือกย่านที่ดีที่สุดก็คือย่านที่ใกล้กับสถานีรถไฟ เนื่องจากทำให้ง่ายกับการเดินทางไปไหนมาไหนและไม่ต้องแบกของช็อปปิ้งมากนัก ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงย่านที่แลดูไม่ปลอดภัย ที่แม้บางทีอาจจะใกล้แหล่งท่องเที่ยวแต่ก็ถือว่าไม่ปลอดภัยขนาดคนญี่ปุ่นเองยังหลีกเลี่ยง อย่างในโตเกียวก็จะเป็นย่าน  Kabukicho ที่เรียกกันว่าเป็นย่านโคมแดง ผับบาร์เพียบ ส่วนในโอซาก้าที่ควรหลีกเลี่ยงไม่ควรพักแถวนั้นอย่างแรงนั่นก็คือ ย่าน Kamagasaki ที่ถือว่าเป็นย่านที่เสื่อมโทรมอารมณ์คล้ายๆสลัมญี่ปุ่นประมาณนั้นค่ะ ซึ่งสิ่งที่ควรจะคำนึงนอกจากราคาความปลอดภัยก็สำคัญมากๆนะคะ แม้จะประหยัดขนาดไหนแต่ถ้าไม่ปลอดภัยมันเสี่ยงเกินไปไม่คุ้มค่ะ

 

 

7. เลือกสถานที่กิน สถานที่ช้อปที่ใกล้เคียงกับที่เราไป

ชิบูย่า

ชิบูย่า

ด้วยความที่ญี่ปุ่นได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วทั้งสารทิศ ดังนั้นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งกิน แหล่งช็อปปิ้งของแต่ละเมืองนี่อย่างเพียบแบบเลือกกันแทบจะไม่ถูกเลยนะคะ ถ้ายึดเอาตามแหล่งท่องเที่ยวที่เราแพลนหลักๆแล้วว่าจะไปที่ไหนบ้างเป็นตัวยืนพื้นว่าเราจะไปแถบไหนน่าจะง่ายสุดที่เราจะเลือกแหล่งกินหรือช็อปปิ้ง เพราะถ้าจะไปเที่ยวทางนึง แต่แหล่งที่จะกินหรือช็อปปิ้งอยู่ทางนึงมันทำให้เสียเวลาในการท่องเที่ยวและอาจจะทำให้เหนื่อยไป อย่างถ้าอยากเที่ยวย่านอาซากุสะในโตเกียวแล้วอยากหาแหล่งกินหรือช็อปปิ้งก็แนะนำให้มากันที่ถนนนากามิเสะ ที่ตั้งอยู่บริเวณวัดเซ็นโซจิ หรือจะมาที่ Tokyo Asakusa Station ก็ได้นะคะ เพราะด้านล่างของสถานนี่เนี่ยเป็นแหล่งช็อปปิ้งสุดปังทั้งของกินหรือของฝากมีให้เดินอย่างเยอะ หรือถ้าไปโอซาก้าแล้วมองหาแหล่งช็อปปิ้งก็ต้องย่านชินไซบาชิที่ร้านค้าอย่างเยอะ จุดปักหมุดการเที่ยวก็น่าจะอยู่แถวๆย่านนนี้จะดีสุด ไม่เปลืองทั้งเวลาและประหยัดเงินในกระเป๋าอีกด้วยล่ะค่ะ

 

เป็นไงกันบ้างคะลองดูขั้นตอนที่เราแนะนำสำหรับการวางแผนการท่องเที่ยวญี่ปุ่นแล้วไม่ยากอย่างที่คิดกันใช่ไหมเอ่ย ซึ่งก็ทำตามได้ไม่ยากซักนิดเลยล่ะค่ะ บอกเลยว่าถ้าลองทำกันตามลำดับขั้นตอนแล้วมันไม่ยากอย่างที่กลัวๆกันแน่นอน ถ้าลองทำแล้วได้ผลยังไงก็มาบอกเราได้นะคะ เชื่อเลยว่าถ้าได้ลองเที่ยวด้วยตัวซักครั้งแล้วจะติดใจอยากมีครั้งสองครั้งสามตามมาชัวร์ค่ะ

เรื่องงอื่นที่น่าสนใจ